“หัวหน้าครับ ญาติคนไข้กำลังโวยวายอยู่ข้างนอกครับ”
พยาบาลลดเสียงลง สีหน้าลำบากใจเล็กน้อย
โจวเหวินหย่วนขมวดคิ้ว ก่อนส่งเวชระเบียนในมือให้หมอที่อยู่ข้าง ๆ
“พวกคุณดูต่อก่อน เดี๋ยวฉันไปเอง”
พูดจบ เขาก็หันหลังเดินเร็ว ๆ ออกจากห้องฉุกเฉิน
ด้านนอกประตู มีหญิงวัยสี่สิบกว่า ๆ คนหนึ่งพุ่งเข้ามาทันทีที่ประตูเปิด
“หมอคะ! ลูกสาวฉันเป็นยังไงบ้าง”
เสียงของเธอแหบพร่า ขอบตาแดงก่ำ ผมเผ้ายุ่งเหยิงจนแทบไม่เป็นทรง ที่เท้ายังเหลือรองเท้าอยู่ข้างเดียว อีกข้างคงทำหล่นหายไประหว่างทาง
ชายที่เดินตามหลังมาแลดูซื่อ ๆ กว่าอย่างเห็นได้ชัด
ผิวของเขาคล้ำแดด สวมเสื้อคลุมเก่าเปื้อนฝุ่น ข้อนิ้วหยาบกร้าน ดูก็รู้ว่าเป็นคนทำงานใช้แรงมานาน
เขาไม่พูดอะไร ได้แต่จ้องห้องฉุกเฉินเขม็ง แววตาราวกับกำลังรอฟังคำตัดสิน
พยาบาลรีบเข้าไปขวางไว้
“ญาติใจเย็นก่อนนะคะ ตอนนี้คนไข้ยังอยู่ระหว่างการช่วยชีวิตค่ะ”
“ลูกสาวฉันเป็นอะไรไป ทำไมอยู่ดี ๆ ถึงต้องเข้าห้องฉุกเฉินล่ะคะ”
เห็นได้ชัดว่าหญิงคนนั้นแทบควบคุมอารมณ์ไม่อยู่แล้ว
“เมื่อวานเธอยังโทรกลับบ้าน บอกว่าแค่เป็นหวัดธรรมดาอยู่เลย ทำไมจู่ ๆ ถึงเข้าไปอยู่ในห้องฉุกเฉินได้ล่ะคะ”
ยิ่งพูดเสียงเธอก็ยิ่งสั่น ในตอนนั้นเอง ชายด้านหลังก็เปิดปากพูดขึ้นในที่สุด
“คุณหมอ...”
เสียงของเขาแหบพร่า
“ค่ารักษา...ต้องใช้เงินเยอะไหมครับ”
บรรยากาศเงียบไปชั่วขณะ เมื่อได้ยินคำถามนี้ สีหน้าของพยาบาลสองสามคนที่อยู่ข้าง ๆ ก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
เพราะพวกเธอได้ยินคำถามแบบนี้มานับครั้งไม่ถ้วน
ไม่ใช่ “ไม่อยากช่วย” แต่เป็น “ไม่มีเงินพอจะช่วย”
