เจ็บหน้าอก ปวดร้าวไปด้านหลัง ความดันโลหิตที่แขนทั้งสองข้างแตกต่างกัน
เมื่อเชื่อมโยงเบาะแสเหล่านี้เข้าด้วยกัน แนวทางที่แท้จริงของโจทย์ก็ค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น
กู้หลินไม่ได้รีบเขียนคำวินิจฉัยสุดท้าย แต่เริ่มจดสามข้อเรียงลงบนกระดาษร่างก่อน
กลุ่มอาการหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลัน ภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ตาฉีกเซาะ และภาวะลิ่มเลือดอุดตันในปอด จากนั้นเขาขีดเส้นใต้คำว่า ภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ตาฉีกเซาะ อย่างหนักแน่น
เมื่อเห็นการเปลี่ยนแปลงของช่วงเอสที หลายคนมักนึกถึงคำว่า “กล้ามเนื้อหัวใจตาย” เป็นอย่างแรก แต่จุดที่อันตรายจริง ๆ อยู่ตรงนี้
หากภาวะฉีกเซาะลุกลามไปถึงหลอดเลือดหัวใจ แล้วรีบให้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือยาละลายลิ่มเลือด ผู้ป่วยอาจเสียชีวิตระหว่างขั้นตอนการรักษาได้ทันที
ห้านาทีต่อมา กู้หลินก็ไปยืนอยู่หน้าแท่นนำเสนอ
อาจารย์จากฝ่ายการศึกษาและวิทยาศาสตร์เหลือบมองนาฬิกาจับเวลา
“เริ่มได้”
กู้หลินวางข้อมูลผู้ป่วยลงบนโต๊ะ น้ำเสียงสงบนิ่ง
“สำหรับเคสนี้ สิ่งแรกที่ผมนึกถึงคือกลุ่มอาการหลอดเลือดแดงใหญ่เฉียบพลัน ต้องรีบวินิจฉัยแยกภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ตาฉีกเซาะก่อน”
พอคำพูดจบลง ผู้เข้าแข่งขันสองสามคนที่นั่งแถวหลังมีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย บางคนก็ก้มลงอ่านโจทย์อีกครั้งโดยไม่รู้ตัว
การเปลี่ยนแปลงของช่วงเอสที เจ็บหน้าอก ความดันโลหิตสูง
ถ้ามองแค่แวบแรก ก็ชวนให้คิดไปถึงกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันได้ง่ายจริง ๆ
กู้หลินพูดต่อ
“มีเหตุผลอยู่สามข้อ”
“ข้อแรก อาการปวดร้าวไปด้านหลัง”
“ข้อสอง ความดันโลหิตที่แขนทั้งสองข้างต่างกันอย่างเห็นได้ชัด”
“ข้อสาม การเปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้าหัวใจเพียงอย่างเดียวอธิบายอาการทั้งหมดไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อภาวะฉีกเซาะลุกลามไปถึงหลอดเลือดหัวใจ ก็อาจทำให้เกิดอาการคล้ายกันได้”
เขาไม่ได้พูดให้ซับซ้อน แต่ละข้อชัดเจนเข้าใจง่าย
อาจารย์แพทย์ประจำห้องฉุกเฉินที่นั่งอยู่ในกลุ่มกรรมการยืดตัวตรงขึ้นเล็กน้อย
