ชั่วพริบตานั้น คอเสื้อขององค์รัชทายาทแยกออกเล็กน้อย เผยให้เห็นแผงอกกำยำบางส่วนขณะเคลื่อนไหว ใบหน้าด้านข้างอันหล่อเหลาพลันทอดเงาอยู่ใต้แสงเทียน
ฉู่เสียนกะพริบตา ส่งเสียงอุทานเบา ๆ “เป็นอะไรไปหรือเพคะ” นางเงยหน้าขึ้น อ้าปากจุมพิตแก้มเขา
เซียวเสวียนจิ่งชะงักไป
ฉู่เสียนยกยิ้ม ใช้มือประคองคางองค์รัชทายาทแล้วโน้มเข้าไปจุมพิตอีกครั้ง “เฮ้อ ฝ่าพระบาท ขยับเข้ามาใกล้กว่านี้หน่อยเพคะ ท้องหม่อมฉันใหญ่แล้ว ไม่สะดวกจุมพิตเช่นนี้เหนื่อยเหลือเกิน”
เซียวเสวียนจิ่งไม่สนใจนาง
ฉู่เสียนเลิกคิ้ว ก่อนพลิกกายเข้ามาแนบชิดเขาเสียเลย
สีหน้าเซียวเสวียนจิ่งเปลี่ยนไปทันที “ฉู่ซื่อ!” เขาดุขึ้นเสียงหนึ่ง แล้วหันไปยื่นมือประคองเอวนางไว้ทันควัน เพื่อไม่ให้กดทับท้อง
“อย่าซุกซน”
ผลคือทั้งสองพลันอยู่ในท่าประจันหน้ากัน โดยฝ่ายชายอยู่ด้านบน
ฉู่เสียนคิดว่าเช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน พอเห็นท่าทางเช่นนั้นก็ยิ้ม ก่อนโน้มตัวขึ้นไปโอบองค์รัชทายาทแล้วจุมพิตริมฝีปากเขา
……
“เปรี๊ยะ”
ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าใด
แสงเทียนในห้องสั่นไหว ก่อนแตกดังเปรี๊ยะ
ริมฝีปากฉู่เสียนบวมเจ่อเล็กน้อย เส้นผมยุ่งเหยิง นางหอบหายใจพลางเอนตัวถอยห่างจากองค์รัชทายาท ทว่ามือยังคล้องคอเขาไว้และส่งเสียงออดอ้อน
“ฝ่าพระบาท พระโอษฐ์แห้งไปหน่อยเพคะ จุมพิตแล้วเสียดสีจนเจ็บ”
ลมหายใจร้อนผ่าวพัดผ่านปลายจมูก
หอมหวานเข้มข้น
บรรยากาศคลุมเครืออบอวลอยู่ในอากาศ
แววตาเซียวเสวียนจิ่งไหววูบ ลูกกระเดือกขยับขึ้นลง เขาใช้มือข้างหนึ่งยันเตียงไว้เพราะกลัวจะกดทับนาง พลางมองฉู่เสียนลึกซึ้งครู่หนึ่ง แต่ไม่ได้เอ่ยอะไร
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาจึงประคองเอวนางพร้อมขมวดคิ้ว
“นอนดี ๆ อย่าขยับแล้ว”
ฉู่เสียนเบ้ปาก ส่งเสียงออดอ้อนสองหน ก่อนจะจุ๊บเขาอีกครั้งอย่างไม่รู้จักพอ แล้วค่อย ๆ ประคองเอวนอนลง
“ก็ได้ เช่นนั้นหม่อมฉันจะนอนแล้ว ฝ่าพระบาทก็ทรงพักผ่อนเร็วหน่อยเพคะ” กล่าวจบ นางกลับคว้ามือเขาไว้
