ตอนนั้นฮ่องเต้ยังนึกอยู่เลยว่าฉู่ซื่อเป็นใคร
ภายหลังจึงนึกออกว่าเป็นบุตรีสายตรงของตระกูลฉู่ ซึ่งถูกคุมขังเมื่อสองปีก่อน
ชื่อเสียงของนางไม่สู้ดีนัก
ส่วนหลังจากตระกูลฉู่ถูกคุมขัง ฮ่องเต้พอจำได้ว่าตำแหน่งของนางก็ถูกลดลงด้วย ดังนั้นเมื่อองค์รัชทายาทกล่าวขึ้นมาว่าจะเลื่อนตำแหน่งให้นาง พระองค์จึงไม่ทรงยินดีนักและมิได้ตอบตกลง
สุดท้ายองค์รัชทายาทตรัสว่า “ไม่ว่าอย่างไร นางก็ให้กำเนิดบุตรแล้ว ลูกไม่อยากปฏิบัติต่อมารดาของเด็กอย่างไม่เป็นธรรม อีกทั้งหากพระมารดายังมีชีวิตอยู่ พระนางคงโปรดเด็กคนนี้มากเช่นกัน”
ฮ่องเต้ทอดพระเนตรดวงตาของอีกฝ่าย พลันนึกถึงสตรีผู้ล่วงลับอย่างหลิวเจาอี๋ ซึ่งจากไปเกือบสิบปีแล้ว
เช่นเดียวกับองค์รัชทายาท หลิวเจาอี๋ก็มีดวงตาหงส์งดงามคู่หนึ่ง
ท้ายที่สุดฮ่องเต้ทรงเงียบไปเนิ่นนาน ก่อนจะตอบตกลง
ขันทีผู้เขียนราชโองการไม่กล้าส่งเสียง ได้แต่เก็บของใส่หีบอย่างเงียบงัน ในใจคิดว่าฉู่ซื่อผู้นี้ช่างโชคดีนัก
สภาพของตระกูลฉู่ในยามนี้
เกรงว่าชาตินี้คงยากจะฟื้นคืน
แต่ฉู่ซื่อกลับได้เลื่อนตำแหน่งเพราะให้กำเนิดบุตรชาย
นี่ก็เป็นชะตากรรมอย่างหนึ่งเช่นกัน
……
บรรยากาศครึกครื้นอยู่ตลอดทั้งวัน
ครั้นยามราตรีมาเยือน
เรือนของพระชายารัชทายาทซึ่งมีข่าวว่าทรงพระครรภ์ ในที่สุดก็สงบลง
หลังผู้คนที่นำของกำนัลมาร่วมแสดงความยินดีทยอยกลับไปจนเกือบหมด
พระชายารัชทายาทกลับเข้าห้อง สีหน้าพลันหม่นคล้ำ คว้าถ้วยชาบนโต๊ะเขวี้ยงลงพื้นอย่างแรง
“นางแพศยา!”
เสียงโครมครามดังขึ้น
บ่าวไพร่ทั้งลานต่างตกใจจนรีบคุกเข่าลง
