“ยังต้องให้ฝ่าบาทแต่งตั้งเด็กคนนี้เป็นองค์รัชทายาทพระองค์น้อยอีกด้วย จากนั้น...จากนั้น...”
ฮองเฮาขมวดพระขนง “จากนั้นอะไร?”
ฮูหยินขุนนางผู้นั้นเหลือบมองคนรอบข้างอย่างระมัดระวัง “จากนั้นก็มีคนกล่าวว่าพระชายารัชทายาทเพ้อฝันเกินควร จะรับเด็กของอนุคนใดมาเลี้ยงก็ไม่เลือก กลับจะเอาเด็กที่มีชาติกำเนิดเป็นบุตรขุนนางต้องโทษมาตั้งเป็นองค์รัชทายาทพระองค์น้อย มิเท่ากับคิดทำลายแผ่นดินของราชวงศ์เราหรือเพคะ?”
สีพระพักตร์ฮองเฮาพลันมืดครึ้ม ถ้วยชาในพระหัตถ์ถูกฟาดลงจนเกิดเสียงดัง “บัดซบ! ใครเป็นคนปล่อยข่าวนี้?”
“เหนียงเหนียงโปรดระงับโทสะ เรื่องนี้หม่อมฉันเพียงได้ยินคนเหล่านั้นพูดกันลับหลังเมื่อหลายวันก่อน ตอนที่ไปงานชมบุปผาเพคะ” ฮูหยินขุนนางผู้นั้นทรุดเข่าลงกับพื้น
ฮองเฮาสูดลมหายใจลึกอยู่หลายครั้ง
ข้ารับใช้คนหนึ่งรีบเข้ามาลูบพระปฤษฎางค์ให้ พลางมองฮูหยินผู้นั้นอย่างไม่พอใจ “ฮูหยินกลับไปก่อนเถิด ต่อไปอย่าได้กล่าวเรื่องนี้ให้คนนอกฟังอีกเป็นอันขาด”
ฮูหยินขุนนางผู้นั้นจึงถอยออกไปด้วยสีหน้าซีดเผือด
ทว่ายามคนจากไปแล้ว
ฮองเฮาก็ทรงกริ้วจนพระพักตร์ดำคล้ำ ก่อนจะปัดข้าวของตกแตกไปหลายชิ้น
“ไปเรียกพระชายารัชทายาทมาพบข้า!”
นางโง่เง่านัก!
……
“ช่วงนี้พระวรกายของพระชายารัชทายาทไม่สู้ดี พรุ่งนี้จึงงดเข้าเฝ้าถวายพระพรชั่วคราวพ่ะย่ะค่ะ ให้บ่าวมาแจ้งให้ทราบ”
เช้าวันถัดมา เฉินเหลียงหยวนได้รับข่าวจากเรือนด้านหน้าของพระชายารัชทายาท จึงชะงักไปทันที
“เกิดอะไรขึ้น? พระชายารัชทายาทประชวรเป็นหวัดหรือ?”
ขันทีที่มาส่งข่าวมีสีหน้าลำบากใจอยู่บ้าง
