วันรุ่งขึ้น อู๋เว่ยใจจดใจจ่อว่าจะตามเสี่ยวหม่านเกอ นาฬิกาชีวิตปลุกให้ตื่นตรงเวลา
แล้วก็เจอ
ใบหน้าขยายใหญ่ของอู๋ซานเฉิง
เปิดผิดโหมดรึไง?
ออกแรงบีบแขนข้าง ๆ หนึ่งที ไม่เจ็บ!!
ถอนใจเฮือกโล่ง นึกว่าฝันอยู่
หลับตาลงอีกครั้ง
พอลืมตาใหม่ ก็ยังเป็นหน้าอู๋ซานเฉิง
"อ๊ากกก——" อู๋เว่ยกรีดร้องลั่น
อู๋ซานเฉิงเอามือปิดปากเขาไว้ "ไอ้เด็กบ้า บีบฉันแล้วยังมาร้องอีก?"
อู๋เว่ยฝึกวรยุทธ์มาแต่เด็กไม่เสียเปล่า บีบแขนเขาเป็นรอยแดงบวมปูด
"อื้ออออออ!!!"
อู๋ซานเฉิงเห็นว่าเขาตื่นดีแล้วจึงปล่อยมือ ถูแขนตัวเองเบา ๆ
ไอ้เด็กบ้านี่มือหนักชะมัด!
อู๋เว่ยผุดตัวขึ้นจากผ้าห่ม "อารอง จะทำอะไรน่ะ?!"
"อย่าเสียงดัง วันนี้อารองจะพาไปทำเรื่องใหญ่!"
อู๋เว่ยมองเขาอย่างกังขา ลองหยั่งเชิง "เงินอั่งเปาหนูอาหลินยังไม่คืนเลยนะ ไม่มีตังค์แล้ว"
"ไอ้เด็กเหม็น เห็นอารองเป็นคนแบบไหนกัน? รีบเปลี่ยนเสื้อผ้า ฉันรอที่ห้องใหญ่"
อู๋ซานเฉิงหน้าแดงก่ำรีบหนีไป
อู๋เว่ยถอนหายใจยาว เกือบจะต้องเขว็ดไปแล้ว
เปลี่ยนเสื้อผ้าพลางเรียกหาระบบไปด้วย
'เสี่ยวจิ่ว เขานี่มันอะไรกัน?'
จุดอ่อนใหญ่สุดของเสี่ยวจิ่วคือออกจะเป็นจักรกล ไม่ถามมันก็ไม่ยอมตรวจให้ ดูไม่ออกว่าทำไมโปรแกรมชีวิตถึงมีการตั้งค่า 'ขี้เกียจ' ได้
จิ่วจิ่วจิ่ววางมันฝรั่งทอดอิเล็กทรอนิกส์ลง พลิกดู 'เมื่อวานอู๋ซานเฉิงกับอู๋เอ้อไป๋ตัดสินใจพาเจ้าลงสุสานเปิดหูเปิดตาเสียหน่อย'
'ก็ได้ เหมาะกับคาแรกเตอร์อารองดี'
เปลี่ยนชุดเสร็จมาที่ห้องโถง อู๋ซานเฉิงพาพานจื่อเตรียมพร้อมแล้ว ด้านหลังยังมีลูกน้องเครื่องแบบเดียวกันหกคนถือเป้อยู่
เห็นอู๋เว่ยเข้ามา พานจื่อทักขึ้นว่า "ท่านชายน้อยสอง"
"ท่านชายน้อยสอง" ลูกน้องเครื่องแบบตามพานจื่อร้องตาม
อู๋เว่ยผงกหัว "ลุงพาน"
แล้วค้อมกำปั้นคำนับบอดี้การ์ดข้างหลัง "ลำบากพวกคุณลุงแล้วครับ"
ทุกคนรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง รีบบอกว่าเป็นหน้าที่สมควร
อู๋ซานเฉิงเห็นภาพนี้ยิ่งพออกพอใจ คนสกุลอู๋ต้องเป็นอย่างนี้ รู้กาลเทศะ หนักแน่นคุมสถานการณ์ได้
"ออกเดินทาง"
ตามคำสั่งอู๋ซานเฉิง ทุกคนขึ้นรถ
คันละสามคน พวกเขานั้นแน่นอนว่าพานจื่อเป็นคนขับ สองอาหลานั่งข้างหลัง
"อารอง เสี่ยวเสียล่ะครับ เมื่อวานนอนกับผมนี่"
"ส่งกลับเรือนเก่าให้ปู่เจ้าดูแล้ว คราวนี้ไม่พามัน"
อู๋เว่ยผงกหัว อู๋เสียไม่เป็นไรเขาก็โล่งใจ
จะว่าไปคนที่เขาไว้ใจที่สุดในตระกูลอู๋ ต้องอู๋เสียเท่านั้น อายุน้อยยังไม่มีการคำนวณแบบผู้ใหญ่
ถือว่าโตมาด้วยกัน แถมยังติดเขา ทั้งคู่สนิทสนมกันดี
อู๋ซานเฉิงเอาหมวกเกราะกับเสื้อเกราะกันกระสุนให้เขาใส่ ป้องกันในสุสานมีอะไรไม่คาดฝัน
"เสี่ยวเว่ย เจ้าฝึกยุทธ์มาตั้งแต่เด็ก ธุรกิจที่บ้านเจ้าก็น่าจะรู้อยู่บ้าง"
อู๋เว่ยผงกหัว อู๋เอ้อไป๋ไม่เคยปิดบังเขาเรื่องธุรกิจบ้าน บางทีก็เล่าให้ฟังเอง
"ครั้งนี้อารองจะพาเจ้าดูฝีมืออีกแขนงของพวกเรา"
!
ว่าแล้วก็ตื่นเต้น อู๋เว่ยค่อนข้างคาดหวัง ยังไงภารกิจของระบบก็คือสะสมพลังงานผิดปกติ
ในสุสานมีสถานการณ์ผิดปกติมากมาย ส่วนใหญ่เกิดจากพลังงานชนิดนี้ ก่อนหน้านี้เขายังเด็ก ไม่เคยสะสมพลังงานได้เลย คราวนี้ถึงมีโอกาสเสียที
"อารอง วางใจได้ครับ ผมต้องเชื่อฟังแน่ ไม่เป็นตัวถ่วงพวกคุณเด็ดขาด!"
อู๋ซานเฉิงเห็นเขาสนใจก็ถอนใจโล่ง
ถึงยังไงก็ต้องลงสุสาน แต่สมัครใจย่อมดีกว่าถูกบังคับ
หยิบซาลาเปากับไข่ไก่ออกมาหลายลูก ยื่นนมขวดหนึ่งให้
"ทางมันไกล กินอะไรเสียหน่อย งีบต่ออีกก็ได้"
อู๋เว่ยไม่เกรงใจ แบ่งให้อารองกับพานจื่อคนละสองลูก ที่เหลือเข้ากระเพาะเขาหมด
คนวัยหนุ่มสาวมักนอนไม่พอ ไม่นานก็หลับไปตามแรงสั่นของรถ
"เสี่ยวเว่ย ตื่นเถอะ ถึงที่แล้ว"
ไม่รู้ผ่านไปนานแค่ไหนก็ถูกปลุก รถจอดที่ตีนเขาแห่งหนึ่ง
อู๋เว่ยตามลงรถ มองดูฟ้า สายเที่ยงแล้ว พระอาทิตย์อยู่กลางศีรษะ
ถึงช่วงหน้าร้อนแล้ว บนเขาเขียวขจีเต็มไปด้วยพรรณไม้ หนามขึ้นรก
อู๋ซานเฉิงพูดกับพรรคพวกข้างหลังว่า "กินอะไรก่อน รถจอดนี่ไว้ เดินขึ้นกัน"
คนข้างหลังล้วนเป็นมือเก๋าติดตามอู๋ซานเฉิงลงสุสาน ประสบการณ์โชกโชน เก็บเครื่องมืออย่างคล่องแคล่ว
พานจื่อเอาหมูกระป๋องกับอาหารกึ่งสำเร็จรูปแจกพวกพ้องกับสองอาหลาสกุลอู๋
กินข้าวอย่างลวก ๆ กลุ่มเก้าคนแบกเป้ออกเดินทาง
อู๋เว่ยก็ถูกอู๋ซานเฉิงแบ่งเป้ให้หนึ่งใบ ข้างในมีน้ำกับอาหาร อีกทั้งมีดสั้นหนึ่งเล่มกับพร้าสั้นหนึ่งเล่ม
ได้ยินอู๋ซานเฉิงเปิดปากว่า "ไร้ข้อห้ามทั้งปวง"
แล้วสีหน้าจริงจังกำชับว่า "อู๋เว่ย ตามฉันให้ติด ถ้ามีอันตรายก็ปกป้องตัวเอง ไม่ไหวก็วิ่ง"
อู๋เว่ยมีสีหน้าจริงจังตาม "วางใจอารองเถอะครับ ผมสู้กับอาหลินเอ้อจิงได้สูสีนะ ไม่เป็นไรหรอก"
ร่างที่ระบบโยนมาให้กระดูกดีมากจริง ๆ เป็นสายเลือดฉีหลินของตระกูลจาง ฝึกวรยุทธ์ก้าวหน้าเร็ว รู้หนึ่งทะลุร้อย
คิดดูแล้วตอนนั้นอู๋เอ้อไป๋รับเลี้ยงเขา กระดูกดีเยี่ยมอย่างนี้ก็คงเป็นเหตุผลส่วนหนึ่ง
ปีนไปประมาณชั่วโมงครึ่ง
คณะมาถึงลานแคบ ๆ ตามพุ่มไม้ซอกเขา ถึงลานดินเล็ก ๆ ด้านหลัง
อู๋ซานเฉิงเอาแผนที่ออกมายืนยันอยู่นาน สุดท้ายสั่งลงไป
"ตรงนี้แหละ"
พานจื่อเอาแท่งเหล็กมาประกอบกันเป็นพลั่วลั่วหยาง
แทงลงไปไม่กี่ทีก็เจอดินแข็งแน่น
พานจื่อรีบตะโกน "ท่านซาน เจอชั้นดินอัดแล้ว!"
"ขุด!"
ตามคำสั่ง ลูกน้องแต่ละคนยึดพลั่วทหารหนึ่งด้ามขุดอย่างรวดเร็ว
อู๋เว่ยก็ร่วมขุดด้วย ไม่นาน ทางลงสุสานก็ขุดออกมาเป็นรูปเป็นร่าง
เผยแผ่นหินสีเขียวเบื้องล่าง หลายคนช่วยกันงัดทุบจนหลุด
หกคนหน้าสามหลังสาม คุ้มกันอู๋ซานเฉิงกับอู๋เว่ยไว้ตรงกลางลงสู่สุสาน
เบื้องล่างมืดมิดอย่างยิ่ง คนจุดคบเพลิงให้แสงสว่าง
ส่องเห็นทางเดินสุสานทั้งหมด ปูด้วยแผ่นหินสีเขียวเรียบเป็นระเบียบ บนนั้นไม่มีลายอะไรเด่นชัด
พวกเขาโชคไม่ค่อยดีนัก แม้จะลงสุสานมาได้อย่างราบรื่น แต่ดันอยู่ในทางเดินสุสาน
ประตูหินปิดผนึกเบื้องหน้าตันสนิท หลายคนรวมแรงก็งัดไม่ออก
"ระเบิด!" ลงมาแล้ว อู๋ซานเฉิงไม่มีทางกลับไป
คนพวกนั้นไม่กล้าใช้ดินระเบิดมาก ๆ เพิ่มขนาดทีละนิด ครั้งที่สามถึงระเบิดประตูหินออก
เศษหินเกลื่อนพื้น เผยทางเดินแคบยาวด้านใน
ใช้ไฟฉายส่องอย่างละเอียดดูไม่มีกับดัก โยนคบเพลิงเข้าไปก็ไม่ดับ ทุกคนจึงย่างเท้าเข้าไป
อู๋เว่ยระมัดระวังตลอดทาง กลัวว่าข้างบนมีเข็มพุ่ง กลัวว่าพื้นก็มีกับดัก
ยังดีที่สุสานแห่งนี้เจ้าของเดิมน่าจะมีฐานะไม่สูงเท่าใดนัก มาตรฐานไม่ใหญ่โตอะไร ทางเดินก็ไม่มีกับดักจัดวางไว้
ภายในใจอู๋เว่ยค่อนข้างตื่นเต้น ในโลกเดิมเขาก็เป็นแค่คนธรรมดา
มาถึงโลกนี้แล้ว แม้ฝึกยุทธ์ทุกวัน แต่ไหนแต่ไรก็ไม่เคยได้ลงมาจริง ๆ นี่ถือเป็นสุสานแรกในชีวิตของเขา
นึกขึ้นได้ว่าเขายังมีโอกาสจับรางวัลฟรีที่ระบบมอบให้หนึ่งครั้ง ในใจร้องเรียก
'จิ่วจิ่วจิ่ว ใช้โอกาสจับรางวัลครั้งแรก'
'ติ๊งต่อง! กำลังจับรางวัลอยู่'
เสียงวงล้อหมุนดังกังวานในหู ให้รู้สึกคาดหวังไม่สิ้นสุด
'ติ๊งต่อง! จับรางวัลสำเร็จแล้ว'
'รางวัลคือ——'