โรงเรียนสาธิตประจำเมืองหางโจว ชั้นประถมปีที่ 6 ห้อง 1
อู๋เว่ยนั่งอยู่แถวหน้า ฟังครูบนแท่นพูดเจื้อยแจ้วถึงข้อควรระวังปิดเทอมฤดูร้อน สมองลอยละล่อง
เขามาอยู่ในโลกนี้ได้หกปีแล้ว
ตอนแรกแกล้งความจำเสื่อม ทางตระกูลอู๋หาพ่อแม่ของเขาซึ่งไม่มีตัวตนอยู่จริงไม่เจอ จึงให้อยู่รักษาตัว
คงเป็นเพราะอู๋เว่ยหาโอกาสทำคะแนนความชอบอยู่เสมอ ๆ จนได้ผล หลังจากหายดี อู๋เอ้อไป๋ให้คนตรวจกระดูกและเส้นลมปราณของเขา แล้วรับเป็นบุตรบุญธรรม ตั้งชื่อเหมือนชาติก่อนว่า อู๋เว่ย
พูดตามตรง ตระกูลอู๋ปฏิบัติต่อเขาดีมาก อู๋เอ้อไป๋และอู๋ซานเฉิงเลี้ยงดูเขาดุจหลานแท้ ๆ ของตน ทุกเทศกาลไปพบอู๋เหล่าโก่ว ก็มีสีหน้ายิ้มแย้ม
ระบบก็วิเคราะห์เจตนาของพวกเขาแล้วว่า ก็เพียงฝึกเขาให้เป็นผู้ช่วยของอู๋เสีย
อู๋เว่ยก็ยอมรับได้ดี รู้ทั้งรู้ว่าไม่ใช่ลูกหลานแท้ ๆ แต่พวกเขายินดีเลี้ยงดูเขาให้เติบใหญ่ ให้เรียนหนังสือ ให้ฝึกฝีมือ อู๋เว่ยซาบซึ้งในบุญคุณนี้มาก
ต่อให้มีแผนอื่นใดอีกก็ไม่เป็นไร ภารกิจของระบบคือการเดินตามเนื้อเรื่อง เก็บรวบรวมพลังงานผิดปกติของโลก เขายังไงก็ต้องปกป้องอู๋เสียให้ปลอดภัย
“กริ๊ง ๆ ๆ ……”
เสียงออดเลิกเรียนดังขึ้น คาบสุดท้ายของชั้นประถมปีที่ 6 สิ้นสุดลง
อู๋เว่ยพ้นจากความเป็นนักเรียนประถมเสียที หลายปีมานี้ต้องแกล้งทำเป็นเด็กประถมไร้เดียงสา เกือบจะไร้เดียงสาไปจริง ๆ แล้ว
โบกมือลากับพวกเด็กแสบที่สนิทกันสองสามคน มองพวกเขาน้ำตาคลอส่งท้ายการจบประถม อู๋เว่ยแบกกระเป๋าหันหลังเดินจากมาอย่างเย็นชา
เชอะ กระจอก
อู๋เอ้อไป๋รออยู่หน้าโรงเรียนนานแล้ว ได้ยินเสียงออดเลิกเรียนก็หันไปมองเอ้อจิง สองคนยิ้มน้อย ๆ อย่างรู้ใจกัน
ด้วยนิสัยไม่ค่อยชอบไปโรงเรียนของอู๋เว่ย ยังไงเขาก็ต้องเป็นนักเรียนที่ออกมาคนแรก
จริงดังคาด มีเงาร่างหนึ่งวิ่งนำหน้ามาจากตึกเรียน
เด็กหนุ่มเริ่มสูงโปร่ง เสื้อผ้าหลวมทำให้เขาดูบอบบาง
ผมดำสะบัดตามจังหวะวิ่ง คิ้วคมเฉียบคม โครงหน้าหล่อเหลาคมหม่น แต่ดวงตาหงส์สีดอกท้อคู่นั้นประดับไว้ให้ดูอ่อนโยน กลบความรู้สึกเย็นชาลงได้
เห็นเอ้อจิง ดวงตาเป็นประกาย ตะโกนอย่างคุ้นเคยว่า “อาซาเฉิง”
เอ้อจิงยิ้มพยักหน้ารับ กวาดตามองไปที่เบาะหลังเป็นนัย
ก็ได้ยินเสียงเด็กหนุ่มร้องด้วยความดีใจ “พ่อ กลับมาแล้วเหรอ?”
อู๋เอ้อไป๋กวักมือเรียกให้เข้ามา เอ้อจิงก็สตาร์ทรถ
“เพิ่งกลับ”
หลายปีมานี้ อู๋เอ้อไป๋ยุ่งขึ้นเรื่อย ๆ
นับแต่ตอนที่อู๋ซานเฉิงสลับตัวไปกับเซี่ยเหลียนหวน เขาก็แข่งกับเวลาตัดแยกธุรกิจของตระกูลอู๋ทั้งถูกและผิดกฎหมาย
อู๋เว่ยสวมบทเป็นเด็กอายุ 12 ขวบเต็มตัว โผเข้ากอดแขนอู๋เอ้อไป๋
เขาจำต้องทำตัวเหมือนเด็กที่พึ่งพาคนอื่นให้สมบูรณ์แบบ อู๋เอ้อไป๋หลักแหลมเกินไป ต้องไม่ให้เขาสังเกตเห็นพิรุธใด ๆ
“พ่อ ปิดเทอมแล้วนะ คราวหลังออกข้างนอกพาลูกไปด้วยนะ”
อู๋เอ้อไป๋ส่ายหน้า เอ่ยถึงแผนการต่อจากนี้
“พ่อไปพรุ่งนี้เลย ปิดเทอมนี้ให้อาซานเลี้ยงแกกับอู๋เสีย”
“หา?” อู๋เว่ยทำแก้มตุ๋ยลมข้างหนึ่ง เสียง “หา” ลากยาวเป็นทำนอง
“เผียะ!” ตบเบา ๆ ที่แขนอู๋เว่ยหนึ่งที อู๋เอ้อไป๋งัดคำถามสุดคลาสสิกในหมู่ผู้ปกครอง
“สอบปลายภาคเป็นไงบ้าง? ตกตารางเรียนเพิ่ม!”
อู๋เอ้อไป๋ผ่านการอยู่ร่วมมาหลายปี กับอู๋เว่ยก็ไม่ได้ห่างเหินเหมือนตอนแรก สองคนดูราวกับพ่อลูกแท้ ๆ
อู๋เว่ยแคล้งทำตาตัดพ้อมองอู๋เอ้อไป๋ แต่ปากกลับพูดกับเอ้อจิงว่า
“อาซาเฉิง ดูสิ นี่มันรับลูกหรือเปล่า? นี่มันกลัวจะต้องอยู่กับลูกตอนปิดเทอม ก็เลยให้ลูกฝึกเพิ่มเลย!”
เอ้อจิงกลั้นยิ้มขับรถ ไม่รบกวนสองพ่อลูกข้างหลัง
“ดี แกพูดมาอย่างนี้ ก็ถ้าตก ตารางฝึกเพิ่มเป็นสองเท่าเลย” อู๋เอ้อไป๋ไม่ตามใจเด็ก
“อาซาเฉิง อาซาเฉิงพูดอะไรหน่อยสิ” อู๋เว่ยร้องโหยหวนไปทางที่นั่งคนขับ
สุดท้ายเอ้อจิงก็เอ่ยปาก “ท่านรอง ถ้าหากก้าวหน้าก็ให้รางวัลท่านรองน้อยสักหน่อยเถอะ”
อู๋เอ้อไป๋หันไปขว้างสายตาใส่อู๋เว่ย “เห็นแก่หน้าเอ้อจิงของแก ถ้าก้าวหน้า พอกลับมาจะพาไปเที่ยวฉางซา”
“หวิ้ว” อู๋เว่ยส่งเสียงเชียร์ ควักสมุดพกคะแนนจากกระเป๋าออกมา
อู๋เอ้อไป๋รับมากวาดตาดูสองที “ถือว่าแกก้าวหน้า ว่าแต่ อย่าเลียนแบบเสี่ยวหม่านเกอของแกนะ อะไรนักหนา”
ว่าไป รถก็ถึงบ้านตระกูลอู๋แล้ว
เอ้อจิงไปจอดรถ สองพ่อลูกเดินเคียงกันเข้าไปข้างใน
“ไปเปลี่ยนเสื้อผ้า พ่อจะไปคุยธุระกับอาซานของแกหน่อย สองทุ่มกินข้าว”
อู๋เว่ยพยักหน้า “ไปแล้วนะ ฮ่องเต้”
อู๋เอ้อไป๋มองตามหลังเขา แววตาแวบผ่านประกายยิ้ม ปีแรกเด็กคนนี้ไม่สนิทกับใครเลย ระวังตัวสูงมาก ไม่กี่ปีมานี้กลับยิ่งโตยิ่งเปิดเผย น่ารักขึ้นเรื่อย ๆ
กลับมาห้อง อู๋เว่ยเหวี่ยงกระเป๋าสองใบ กางแขนกางขาเป็นรูป大 นอนแผ่อยู่บนเตียง เรียกหาระบบในใจ
‘เสี่ยวจิ่ว ปู่จิ่วตายหรือยัง?’
วันนี้อู๋เอ้อไป๋พูดว่าจะพาไปเที่ยวฉางซา ทำให้เขารู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลนิดหน่อย
ครั้งเดียวที่เขาไปฉางซา คือตอนที่อู๋เหล่าโก่วพาเขากับอู๋เสียไปเยี่ยมเยว่หง ระหว่างทางยังเจอเซี่ยอวี่เฉินด้วย
ไอ้เด็กน้อยอู๋เสียนี่ เห็นเขาใส่ชุดงิ้วแต่งหน้าจัดเต็มก็ร้องเรียก ‘น้องสาวสวย’
ผู้ใหญ่หลายคนไม่ยอมทักท้วง อู๋เว่ยก็เลยไม่ปริปาก
ตามเนื้อเรื่องที่ระบบกระตุ้นไว้ น่าจะเป็นปีนี้ที่ท่านปู่จิ่วเสีย
‘ติ๊ง ท่านปู่จิ่วยังมีชีวิตอยู่ครับ’
‘อู๋เอ้อไป๋ไม่เคยพาฉันไปเที่ยวเล่น’
‘หรือว่าเป็นเพราะความสัมพันธ์ดีขึ้น ท่านก็แค่พาไปเที่ยวเล่นเฉย ๆ?’ ระบบวิเคราะห์ตามข้อมูล
‘ไม่แน่ใจ คอยดูอีกที น่าจะไม่มีอันตรายอะไร’
อู๋เว่ยระมัดระวังตัวสูงมากจริง ๆ เขาสำนึกในบุญคุณอู๋เอ้อไป๋ แต่ก็ระแวงอู๋เอ้อไป๋ด้วยเช่นกัน
‘โอกาสจับรางวัลครั้งแรกที่ระบบมอบให้ โฮสต์ยังไม่เคยใช้เลยนะครับ ตอนนี้จะจับไหม?’
999 เรียกว่าไม่เคยเห็นโฮสต์ที่อดทนขนาดนี้มาก่อนเลย หกปีแล้วไม่ยอมจับรางวัล
‘รอก่อนเถอะ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ‘อาซาน’ ของฉันก็ใกล้จะก่อเรื่องแล้วล่ะ’
อู๋เว่ยเดาถูก ตอนนี้อู๋ซานเฉิงกำลังปรึกษาเรื่องพาอู๋เว่ยลงสุสานกับอู๋เอ้อไป๋อยู่
“พี่รอง วางใจเถอะ นี่แค่สุสานเล็ก ไม่มีอันตรายอะไร แค่พาอาเว่ยไปเปิดหูเปิดตา” อู๋ซานเฉิงพยายามเกลี้ยกล่อม
อู๋เอ้อไป๋ลังเลนิดหน่อย “รออีกสองสามปีเถอะ ตอนนี้มันยังเด็กไป”
อู๋ซานเฉิงร้อนใจ “พี่รอง! ท่านปู่ไม่ให้อู๋เสียยุ่ง พี่ก็จะไม่ให้อาเว่ยยุ่งอีกเหรอ? งั้นต่อไปตระกูลอู๋จะทำยังไง?”
แล้วก็ผ่อนน้ำเสียงลง “วางใจเถอะ อาเว่ยฝึกวิทยายุทธ์มาหลายปีแล้ว คนของผมจะปกป้องมันอย่างดี พวกมันยังไงก็ต้องได้สัมผัสเรื่องพวกนี้ อย่าลืมว่าในที่ลับตา…”
“พอแล้ว” อู๋เอ้อไป๋ขัดบทสนทนาต่อจากนี้ “พาอู๋เว่ยไปด้วย ดูแลมันให้ดี”
“วางใจเถอะพี่รอง ตระกูลอู๋รุ่นนี้ก็มีแค่พวกเขาสองคน ผมรู้จักประมาณ”
ได้ฟังคำตอบที่ต้องการ อู๋ซานเฉิงอารมณ์ดีนัก ดูเวลาใกล้สองทุ่มแล้ว เดินไปโรงอาหารพร้อมกับอู๋เอ้อไป๋
ถึงที่ก็เห็นเด็กสองคนนั่งกระซิบกระซาบกันที่โต๊ะอาหารแล้ว เห็นพวกเขาก็ลุกขึ้นทักทาย
“พ่อ อาซาน”
“อารอง อาซาน”
ทุกคนนั่งลงแล้ว อู๋เอ้อไป๋ส่งสัญญาณให้คนใช้ยกกับข้าว
อาหารค่ำตระกูลอู๋ไม่หรูหรามากนัก หกอย่างกับข้าว บวกน้ำแกงหวานที่เด็กชอบอีกหนึ่งอย่าง
อู๋เว่ยยื่นมือไปตักแกงข้าวโพดเผือกให้อู๋เสีย อู๋เสียยิ้มหวานจนเห็นฟันซี่ที่หายไปซี่หนึ่ง
“ขอบคุณพี่ชายครับ”
อู๋เสียปีนี้อายุเก้าขวบ ฟันน้ำนมหลุดเกือบรอบแล้ว มาถึงฟันหน้าพอดี
“อะแฮ่ม ไม่เป็นไร กับข้าวที่เอื้อมไม่ถึงพี่จะคีบให้นะ”
อู๋เว่ยกลั้นไม่อยู่ หันไปแอบหัวเราะ
แน่ล่ะ ดูอีกกี่ครั้งก็ขำ
อู๋เสียรู้ตัวว่าอู๋เว่ยแอบมองฟันเขา เลยค้อนให้อย่างเจ็บใจ
อู๋เว่ยคีบซี่โครงหมูให้อีกชิ้นเป็นการตอบแทน ถึงง้อคืนมาได้
อู๋เสียกระซิบความลับต่อจากเมื่อครู่
“พี่ เสี่ยวหม่านเกอมีแฟนแล้วจริง ๆ นะ เมื่อคืนผมซ่อนกระดูกมันไว้หมดเลย แต่เมื่อเช้าผมเห็นมันเอาท่อนกระดูกไปให้หมาขาวข้างถนนอีกตัว”
อู๋เสียปีนี้อยู่ชั้น ป.3 ปิดเทอมไวกว่าอู๋เว่ย อยู่บ้านก็ซนไม่เว้นวัน ทำให้เสี่ยวหม่านเกอต้องออกไปข้างนอกทุกวัน ไม่ค่อยอยู่บ้าน
อู๋เว่ยพูดคล้อยตาม “พรุ่งนี้พวกเราตามไปดูสิ ว่าหมาเจ้าขาวมีเจ้าของหรือเปล่า ถ้าไม่มีก็พากลับมาเลี้ยง ให้หมาคู่รักได้ครองคู่กัน”
อู๋ซานเฉิงฟังไม่ไหวแล้ว อะไรกัน
“ใครสอนพวกแกใช้สำนวนแบบนี้?”
สองคนไม่กลัวอาซานคนนี้เลย รู้กันดีว่าอู๋ซานเฉิงเป็นเสือกระดาษ อู๋เอ้อไป๋ต่างหากเป็นจิ้งจอก
อู๋เสียยังคงแนบชิดกันกับอู๋เว่ย
“พี่ คืนนี้ขอนอนด้วยนะ พรุ่งนี้เช้าจะพาไปดูแฟนเสี่ยวหม่านเกอ”
“ได้ พวกเรากินเสร็จแล้วรีบไปนอน”