บนเนินเขาด้านอับแสงซึ่งอยู่ไม่ไกลจากค่ายผู้บำเพ็ญ มีเงาร่างสี่สายเฝ้าสังเกตการณ์ในสนามรบมาโดยตลอด
“ศิษย์พี่ถาน ดูทางค่ายสิ ตอนนี้วุ่นวายจนแทบคุมไม่อยู่แล้ว!”
เสียงบุรุษคนหนึ่งเอ่ยแผ่วเบา น้ำเสียงร้อนใจอยู่บ้าง “เหตุใดพวกเราถึงไม่ฉวยโอกาสตอนชุลมุนลอบเข้าไปเล่า?”
“ขอเพียงเล็งเจ้าแซ่กัวนั่นให้ดี พวกเราสามคนร่วมมือกันโจมตีครั้งเดียว ระยะสิบก้าวต้องเอาหัวมันมาได้แน่ ชิงศพแล้วถอยทันที ไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็น ช่างสะใจยิ่งนัก!”
“หุบปาก”
ถานปินเบือนหน้าเล็กน้อย เอ่ยเย้ยหยันว่า “เจ้ารู้อะไร? ศิษย์ขั้นสร้างฐานพวกนั้นยังไม่ได้ลงมือเลย สถานการณ์ตอนนี้แม้ดูวุ่นวาย แต่ก็มีแค่ปีศาจระดับหนึ่งเท่านั้น”
“หากพวกเราพุ่งออกไปลงมือตอนนี้ แล้วถูกศิษย์ขั้นสร้างฐานพวกนั้นจับได้ ยังจะเหลือทางรอดหรือ?!”
ผู้บำเพ็ญเสื้อคลุมสีเลือดอีกคนซึ่งมีอายุมากกว่าเล็กน้อยได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าหงึกหงัก พลางกล่าวเสียงขรึมว่า “ศิษย์พี่ถานกล่าวได้ถูกต้องยิ่ง เจ้าโสโครกกัวเสียงนั่นเป็นแค่ศิษย์ขั้นฝึกลมปราณชั้นสาม ชีวิตต่ำต้อยเช่นนั้นจะเทียบกับความปลอดภัยของพวกเราได้อย่างไร?”
ถานปินแค่นเสียงเย็นชา ก่อนเอ่ยเสียงต่ำว่า “หากจะฆ่า ก็ต้องสังหารในคราเดียว อย่าให้ผู้ใดจับพิรุธได้เด็ดขาด!”
ขณะกำลังพูดอยู่ จู่ ๆ หูของเขาก็กระดิกเล็กน้อย
เห็นเพียงว่าเหล่าปีศาจระดับหนึ่งทางค่ายซึ่งก่อนหน้านี้คำรามไม่หยุด ต่างพากันส่งเสียงร้องอย่างกระวนกระวายขึ้นมาพร้อมกัน
ต่อมา ศิษย์ทุกคนก็ได้ยินเสียงครืนครั่นทุ้มต่ำดังขึ้น
