“ขอบคุณสหายเต๋าที่ชี้แนะ”
กัวเสียงพยักหน้าอย่างสงบนิ่ง ดูท่าเมืองแห่งนี้จะยึดถือพละกำลังเป็นใหญ่ หลังเข้าเมืองแล้วคงต้องระมัดระวังให้มาก
“เลิกพูดไร้สาระได้แล้ว!”
ชายหนุ่มยื่นมือออกมา ตวาดว่า “รีบเอาถุงเก็บของออกมา!”
กัวเสียงล้วงถุงเก็บของใบหนึ่งออกจากอกเสื้อ โยนลงพื้นอย่างจนใจ “สหายเต๋า... ข้าน้อยมีแค่นี้ใบเดียวแล้ว”
ชายหนุ่มเลิกคิ้ว ถุงเก็บของใบนี้ช่างขาดรุ่งริ่งหาได้ยากจริง ๆ
เขาเหลือบมองกัวเสียงตั้งแต่หัวจรดเท้า เสื้อผ้าขาดวิ่นเปื้อนโคลน ผมเผ้ายุ่งเหยิงราวกับกอหญ้า ใบหน้าเปื้อนฝุ่นเขรอะเป็นชั้น ๆ จนล้างไม่ออก มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นคนที่คลุกคลีอยู่ในแดนเถื่อนมาไม่รู้กี่วัน ซ้ำยังอดอยากจนแทบไม่มีข้าวกิน
“บนตัวเจ้ามีถุงเก็บของแค่นี้จริงหรือ?”
“ใช่ มีแค่ใบนี้—”
กัวเสียงพูดยังไม่ทันจบ มือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อก็พลันยกขึ้น สะบัดนิ้วไปข้างหน้า
ลำแสงสีขาวสามสายพุ่งออกจากปลายนิ้วอย่างรวดเร็ว
รูม่านตาของชายหนุ่มหดวูบ แสงสีทองพลันสว่างวาบทั่วร่าง ม่านแสงสีทองอ่อนชั้นหนึ่งปกคลุมตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
ลำแสงสีขาวทั้งสามกระแทกม่านแสง เกิดระลอกคลื่นกระเพื่อมเป็นวง
ม่านแสงสั่นไหวอย่างรุนแรง แสงสว่างหรี่ลงไปเกือบครึ่ง
สีหน้าชายหนุ่มแปรเปลี่ยน ผู้ฝึกตนขั้นฝึกลมปราณชั้นสี่คนหนึ่งจะใช้กระบวนท่าร้ายกาจถึงเพียงนี้ได้อย่างไร?
กัวเสียงไม่เปิดโอกาสให้เขาครุ่นคิด ดัชนีวิญญาณสูญระลอกที่สองพุ่งมาถึงแล้ว
ชายหนุ่มกัดฟันแน่น กดสองมือลงกับพื้นอย่างแรง “ขึ้นมา!”
ผืนดินใต้เท้ากัวเสียงพลันระเบิด ยอดหินสีขาวซีดเจ็ดแปดยอดแทงทะลุขึ้นมาจากใต้ดิน ปลายแหลมมีเศษหินติดอยู่