เมื่อกัวเสียงพบว่าหากมุ่งหน้าไปทางตะวันออกต่อก็มีแต่ต้องตาย เขาจึงหันกลับไปทางตะวันตกทันที
สี่เดือนต่อมา เขานอนอยู่ในโพรงใต้ดิน จู่ ๆ ก็รู้สึกคันยุบยิบตรงอก พอก้มลงมองก็เห็นหนอนทองตัวน้อยเกาะอยู่บนอก เปลือกสีทองของมันมีลวดลายสีเข้มเป็นวง แสงค่อย ๆ สว่างขึ้นทีละน้อย
มันเหยียดตัวออก ปีกกระพือเบา ๆ
หึ่ง!
กลิ่นอายสายหนึ่งแผ่กระจายออกมาจากตัวมัน
รูม่านตาของกัวเสียงหดแคบลง นี่มันทะลวงเข้าสู่ขั้นฝึกลมปราณระดับเก้าแล้วหรือ?!
“เจ้านี่ช่าง...”
เขาส่ายหน้าอย่างขมขื่น ตนเองระหกระเหินกินลมนอนกลางดินในแดนเถื่อน ต่อสู้เอาชีวิตเข้าแลก เกือบหนึ่งปีผ่านไปก็ยังอยู่แค่ขั้นฝึกลมปราณระดับสี่
เจ้าตัวน้อยนี่เอาแต่กินแล้วก็นอน นอนแล้วก็กิน กลับทะยานขึ้นไปถึงขั้นฝึกลมปราณระดับเก้าเสียอย่างนั้น
“คนเทียบกับแมลงแล้ว ชวนให้โมโหแทบตาย”
กัวเสียงยื่นมือไปดีดหัวมันเบา ๆ
หนอนทองตัวน้อยสะบัดปีกอย่างไม่พอใจ พลิกตัวแล้วหลับต่อ
“ในเมื่อข้าเป็นนายของเจ้า จะปล่อยให้เจ้าทิ้งห่างไปถึงเพียงนี้ไม่ได้”
กัวเสียงเลิกนอน นั่งขัดสมาธิแล้วฝึกเคล็ดวิชาหย่งชิงต่อไป ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าไร จู่ ๆ ก็มีเสียงสนั่นดังมาจากด้านนอก โพรงใต้ดินทั้งโพรงสั่นสะเทือน ดินเหนือศีรษะร่วงกราวลงมา ตกใส่ใบหน้าและหัวไหล่ของเขา
“สัตว์อสูรสู้กันอีกแล้วหรือ?!”
เขาคว้ากระบี่สายฟ้าคราม ค่อย ๆ เดินไปถึงปากโพรง แหวกหญ้าหนาออกแล้วมองไปด้านนอก
ต้นไม้โบราณที่อยู่ไกลออกไปทยอยหักโค่น ลมพัดพากลิ่นคาวหวานระคนมากับเสียงฟ้าร้อง
กัวเสียงกลั้นหายใจ เงี่ยหูฟัง แต่แล้วก็ได้ยินเสียงสตรีใสกังวานดังขึ้นกะทันหัน “เดรัจฉาน รนหาที่ตาย!”
