กระบี่มาเยือน: เปิดฉากหักกระบี่ช่วยหนิงเหยา นางยื่นมีดกดกระโปรงให้

ตอนที่ 5 黄鸟隐于青瓦间

9 นาที· 2.1K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

หานฉู่เฟิงเดิมอยากจะหนีบมีดกดชายกระโปรงไว้ที่เอว จะได้หยิบใช้หั่นเนื้อยามไหนก็สะดวก แต่หนิงเหยาไม่ยอม ยืนกรานให้เขาเก็บมีดไว้ในอกเสื้อ ไร้หนทาง ชายหนุ่มรูปงามจึงได้แต่ทำตาม

เด็กสาวชุดดำนามหนิงเหยานั้นแต่เดิมควรต้องพักกายให้สงบ ทว่าผู้อาวุโสหยางออกปากไล่ พวกเขาจึงจำต้องหาที่พักแห่งอื่น

หานฉู่เฟิงหยิบกระบี่บินที่ว่านอนสอนง่ายขึ้นมา แล้วแบกหนิงเหยาออกไปข้างนอก

เมื่อเดินผ่านข้างกายผู้อาวุโสหยาง จู่ๆ ผู้อาวุโสหยางก็หัวเราะเยาะ “ดูท่าทางเหมือนเจ้าหนุ่มขี้เกียจแบกเมียเข้าให้แล้ว”

หนิงเหยาหน้าแดงก่ำ ถลึงตาใส่อีกฝ่ายอย่างแรง

หานฉู่เฟิงหน้าหนาจึงไม่รู้สึกกระไร หัวเราะหึๆ ไม่พูดพร่ำทำเพลง เพียงแต่สบถในใจว่า “ถ้าเปลี่ยนเป็นแม่เจ้า เจ้าจะแบกหรือไม่แบกเล่า”

ผู้อาวุโสหยางสีหน้าเปลี่ยนไปในชั่วพริบตา

ถ้าไม่ใช่เพราะไอ้เด็กเวรนี่ไปพัวพันกับเหตุใหญ่ถึงสองเรื่อง มิเช่นนั้นตนต้องสั่งสอนมันให้เข็ดหลาบ เพื่อให้มันรู้จักสำนึกว่าอะไรคือการเคารพผู้อาวุโสและเอ็นดูผู้น้อย

ออกจากร้านตระกูลหยาง หานฉู่เฟิงมองไปรอบทิศ

หนิงเหยาถามน้ำเสียงสดใส “หานฉู่เฟิง ต่อไปเราจะไปไหนกัน เจ้าคงไม่ถึงกับแบกข้าเดินเที่ยวบนถนนไปอย่างนี้กระมัง”

“เช่นนั้นย่อมไม่ได้”

หานฉู่เฟิงว่า “ไปที่ต้นถ่อนแก่นั่นก่อน เอาใบถ่อนมาสักสองสามใบ แล้วค่อยหาที่ซุกหัวนอนให้เจ้าได้ฟื้นฟูร่างกาย สุดท้ายค่อยออกไปดูว่ามีที่ไหนพอจะ ‘ใช้กระบี่ผดุงคุณธรรม’ ได้บ้าง”

“ใช้กระบี่ผดุงคุณธรรม?”

หญิงสาวหัวเราะ “เจ้าเป็นคนดีเกินร้อยอีกหรือ”

หานฉู่เฟิงก็หัวเราะเช่นกัน พลางคิดในใจว่าถ้าข้าไม่ออกไป ‘ใช้กระบี่ผดุงคุณธรรม’ ข้าจะไปเอาเงินที่ไหนมาเลี้ยงเจ้าให้ขาวอวบอิ่มเล่า หากไม่เลี้ยงเจ้าให้ขาวอวบอิ่ม เจ้าจะบำเพ็ญเพียรให้ข้าได้ดีๆ อย่างไร?

เด็กสาวชุดดำเห็นอีกฝ่ายไม่พูดจา คงนึกว่าตนพูดเรื่องขำขันที่มิชวนขำเสียแล้ว ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็อดกลั้นไว้ไม่อยู่เอ่ยถามว่า

“หานฉู่เฟิง ข้าได้ยินที่เจ้ากับผู้อาวุโสหยางสนทนากันมาจริงๆ สะพานยืนยงของเจ้าหักได้อย่างไร ก่อนหักเจ้าอยู่ขอบเขตใด ยังมี เหตุใดจู่ๆ ข้าถึงไม่รู้สึกถึงการกดทับของฟ้าดินแห่งนี้เลย แถมยังรู้สึกราวมังกรคืนสู่สมุทรอีกด้วย เจตจำนงกระบี่ของเจ้าคืออะไร แล้วจะซ่อมสะพานยืนยงได้อย่างไร ภายภาคหน้าเจ้ายังเพลงกระบี่ได้อีกหรือไม่”

เด็กสาวชุดดำรัวถามหลายปัญหาติดๆ กัน

หานฉู่เฟิงมิได้ปิดบัง เล่าเรื่องพนันกับชุยฉานไปตามจริง อีกทั้งยังเล่าถึงวิธีซ่อมสะพานยืนยงที่ผู้อาวุโสหยางถ่ายทอดให้ ส่วนเจตจำนงกระบี่ของเขา หานฉู่เฟิงบอกให้นางอย่าเอ่ยวาจา แล้วถือโอกาสระหว่างที่ค่ายกลใหญ่กำลังหมุนเวียน รับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงละเอียดลออของฟ้าดินแห่งนี้ให้ดี

หานฉู่เฟิงเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง “ข้าจากบ้านไปตั้งแต่เยาว์วัย ผงาดขึ้นท่ามกลางยุทธภพ ตอนอายุสิบกว่าปีเคยชมทะเลตะวันออกที่ขึ้นลงเป็นระลอก กว้างใหญ่ไร้ขอบเขต ณ ที่นั้นได้สร้างกระบี่คลื่นสะท้าน กับเคล็ดวิชาทะเลคืนสู่ปฐม หลังจากเพลงกระบี่สำเร็จขั้นต้นก็ออกเดินทางตามลำพังสิบหมื่นลี้ ปีนยอดเขาสูงหมื่นจั้ง ยืนอยู่บนยอดเขาซุ่ยซัวซาบซึ้งอานุภาพแห่งฟ้าดิน ถึงได้มีเจตจำนงกระบี่ขั้นต้นอย่างทุกวันนี้”

เขาหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วพูดต่อ “ส่วนอานุภาพนั้น... อานุภาพ คือการสั่งสมแห่งพลัง คือการนำทางแห่งรูป อานุภาพคือการสำแดงภายนอกของ ‘เจตจำนง’ คือพลังบีบคั้นที่เกิดจากการประสานของสภาพแวดล้อม ห้วงจิตใจ และฟ้าดิน อานุภาพไร้รูปแต่มีแก่นสาร อานุภาพอ่อนแอดั่งธารน้ำน้อย เจอหินก็เลี้ยวหลบ อานุภาพแข็งแกร่งดั่งมหานทีไหลสู่บูรพา กวาดล้างทำลายราบคาบ อานุภาพบรรลุแล้ว หนึ่งกระบี่ก็ราวอาชญาสวรรค์ลงทัณฑ์ ให้คู่ต่อสู้ครั่นคร้ามก่อนจะประชิด กำลังสิบส่วนใช้ได้ไม่ถึงสามส่วน”

พูดถึงตรงนี้ จู่ๆ หานฉู่เฟิงก็มีสีหน้าขึงขลัง นิ้วมือขวาชี้ฟ้า หุบนิ้วดั่งกระบี่ แล้วค่อยๆ เคลื่อนลงต่ำ ในชั่วขณะนั้น หนึ่งเหยารู้สึกเหมือนถูกชะตาฟ้าบีบคั้น จนเงยหน้าไม่ขึ้น

“รับรู้ถึงอานุภาพแห่งฟ้าดิน ก็สามารถชักนำอานุภาพแห่งฟ้าดินได้ ฉะนั้นจึงมีคำกล่าวว่า ‘อานุภาพเชื่อมถึงฟ้าได้ อีกทั้งยังบีบคั้นคนได้’”

หนิงเหยาตอนแรกงวยงง ต่อมาคิ้วคลาย舒展 เพียงชั่วครู่ นางก็ผงกศีรษะน้อยๆ แล้วเอนซบแผ่นหลังของหานฉู่เฟิง หลับสนิทไปเช่นนั้น

หานฉู่เฟิงหยุดฝีเท้า หันหน้ามองใบหน้ายามนิทราแสนสงบของนาง พลางคิดในใจ “ของดีแท้ ข้าไปเก็บสมบัติอะไรเข้าล่ะนี่ แค่คำเดียวก็ทำให้นางทะลวงขอบเขตได้ หรือว่าจะเป็นต้นธาตุของกระบี่เซียนล้วนขั้นสิบสี่”

ชายหนุ่มรูปงามแอบยินดีอยู่ในใจ ราวกับได้สมบัติล้ำค่า ตรงดิ่งไปยังต้นถ่อนแก่ต้นนั้น

ถึงใต้ต้นถ่อน หานฉู่เฟิงยืดอกเชิดหน้า สีหน้ามีความสง่าผ่าเผยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ไม่สนว่าต้นไม้จะฟังภาษาคนเข้าใจหรือไม่ เงยหน้าขึ้นกล่าววาจายิ่งใหญ่ว่า

“นี่! เจ้าฟังข้าให้ดี ถ้าเจียมตัวก็รีบส่งใบถ่อนออกมา! วางใจได้ ข้าหานฉู่เฟิงท่องยุทธภพมากว่าสิบปี ตั้งสัตย์ซื่อถือคุณธรรมเป็นหนึ่ง คราวหน้าหากข้าบรรลุขั้นสิบสี่เป็นอัครกระบี่เซียน ‘ล้วน’ แล้ว จะชดใช้คืนให้ทวีคูณ!”

สิ้นวาจา ทั่วทั้งต้นเงียบงัน

ติดตามมาด้วยใบถ่อนเขียวขจีชุ่มน้ำ แผ่นแล้วแผ่นเล่า พากันปลิดปลิวลงจากยอดสูงของเรือนยอดอย่างไม่เร่งร้อนนัก

บนใบไม้แต่ละแผ่นมีชื่อคนรำไรแวบหนึ่ง

บ้างแซ่เฉิน บ้างแซ่เหยา บ้างแซ่หลู หลี่ จ้าว ซ่ง...

หานฉู่เฟิงเลือกมาสองสามแผ่นที่ดูถูกชะตาแล้วเก็บเข้าในอกเสื้อ ส่วนพวกที่ดูไม่น่ามอง อย่าง ‘ซ่ง’ ‘เฉา’ ‘จ้าว’ ‘หลี่’ อะไรเทือกนั้น ถึงไม่ชอบแต่ก็มิได้ปฏิเสธ

เพราะเขาจะไม่เอาก็ได้ แต่นางหนิงยังไงก็ต้องเอา!

ต่อให้คุณหนูหนิงไม่เอา เขาก็ยังเอาไปขายเอาเงินได้มิใช่หรือ?

ภายในสำนักศึกษาเล็กๆ ของตำบล บัณฑิตอาภรณ์เขียวฉีจิ้งชุนยืนริมหน้าต่าง มองดูชายหนุ่มอาภรณ์ขาวใต้ต้นถ่อนที่คิ้วลอยมีนัยน์ตาเป็นประกายพลางยิ้มบางๆ แขนเสื้อสะบัดสะบัดเบาๆ ค่ายกลใหญ่หมุนเวียนอย่างเงียบเชียบ ทำให้ทั้งในและนอกตำบลเงียบงันไร้เสียง ผู้ใดก็มิรู้เห็นฉากประหลาดนี้

......

ในตรอกไหดินเผา

หานฉู่เฟิงแบกหนิงเหยาที่นิทรารมภ์อยู่ มาถึงประตูสวนแห่งหนึ่งแล้วหยุดลง เคาะประตูแล้วถามว่า “เฉินผิงอานอยู่หรือไม่”

คนหนุ่มเตรียมคำพูดจ้อไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นอะไรทำนองว่า พบกันก็ถือเป็นวาสนา วาสนาระหว่างเรามิได้ตื้นเขินอะไร หรือไม่ก็ข้าไม่วางใจเจ้าเลยแวะมาดู พอเขาเปิดประตูก็ถือโอกาสเข้าบ้านไปเลย

แต่เหนือความคาดหมาย เด็กหนุ่มทรงศีลดำในบ้านได้ยินเสียงคนเรียก ก็ตอบกลับโดยตรงว่า “ท่านพี่หานรอสักครู่ขอรับ”

เพียงครู่เดียว ประตูสวนก็เปิดออกอย่างรวดเร็ว เฉินผิงอานเชิญเขาเข้าไปในบ้านโดยตรง

ชายหนุ่มรูปงามที่ไม่ได้พูดอะไรเลยทั้งแต่ต้นจนจบรู้สึกเคอะเขินไปบ้าง แต่คิดว่าไหนๆ ก็มาแล้ว อีกทั้งยังเกี่ยวกับหนิงเหยา เขาจึงทำเป็นไม่สนหน้าตัวเองเสีย แล้วยิ้มแป้นกล่าวว่า

“เฉินผิงอาน เจ้าก็เห็นอยู่ เพื่อนของข้าบาดเจ็บต้องพักฟื้นให้สงบ พวกเราไม่มีที่ซุกหัวนอนในตำบลนี้เลย ข้าอยากปรึกษากับเจ้าสักหน่อย จะขอพักที่บ้านเจ้าชั่วคราวได้หรือไม่ วางใจได้ ข้าจะให้ค่าเช่า”

เฉินผิงอานส่ายหน้า กล่าวว่า “ท่านพี่หาน ข้าไม่เอาเงิน พวกท่านพักตามสบายเลยขอรับ”

เขาชะงักนิดหนึ่ง แล้วมองดูสาวงามคิ้วดั่งขุนเขา แล้วถามว่า “ท่านพี่หาน เพื่อนของท่านไม่เป็นไรกระมังขอรับ ต้องไปดูหรือไม่ หรือว่าจะวางนางลงบนเตียง”

“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร”

หานฉู่เฟิงโล่งอก อธิบายว่า “เพิ่งจะไปดูที่ร้านตระกูลหยางมาแล้ว ตอนนี้นางอยู่ในสภาวะลึกล้ำอัศจรรย์ ไม่อาจเขยื้อนไปมา ต้องรอให้นางตื่นก่อนแล้วค่อยวางลง”

เด็กหนุ่มทรงศีลดำฟังแล้วงุนงง แต่มิได้พูดอะไรอีก ทำเพียงเก็บกวาดห้องกับเตียงนอนให้เรียบร้อย

เฉินผิงอานค่อนข้างกระดาก “ท่านพี่หาน ขออภัยจริงๆ ในบ้านมีเครื่องนอนชุดนี้ชุดเดียวเท่านั้น อีกสักครู่ข้าจะออกไปซื้อชุดใหม่”

ขณะที่เฉินผิงอานหันกลับไป ก็เห็นลำแสงส่องลอดประตูสวนเข้ามาเป็นลำเฉียงเฉ ยื่นลงตรงบนตัวชายหนุ่มรูปงามกับหญิงสาวองอาจพอดี

วินาทีนั้น เด็กหนุ่มทรงศีลดำที่อยู่ในบ้านกระต๊อบพลันรู้สึกว่า ภาพนี้ช่างดีงามนัก งามเหมือนภาพเทพทวารบาลสองภาพที่ปิดไว้บนประตูตอนปีใหม่ หรือเหมือนคู่สวรรค์สมที่เดินออกมาจากในภาพ คู่ควรกันถึงเพียงนี้

นอกชายคา มีนกสีเหลืองตัวหนึ่งโผบินผ่าน ส่งเสียงร้องเจี๊ยวจ๊าวสองครั้ง แล้วซ่อนกายกลับเข้าไปใต้กระเบื้องเขียวอีกครา

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com
ดันขึ้นเพื่อไปตอนถัดไป