“อะไรนะ?” ฟางเหวยลุกพรวดขึ้นยืน ความยินดีเมื่อครู่หายวับไปหมดสิ้น
เขากัดฟันพูดว่า “น่าแค้นใจจริง ๆ ตอนนั้นสถานการณ์เป็นแบบนั้น แค่รอดตายมาได้ก็ถือว่าโชคดีมากแล้ว พวกมันพกอาวุธขัดขืนการปฏิบัติหน้าที่ แถมยังยิงปืนใส่เราต่อหน้าต่อตา หรือว่าการที่เราตอบโต้ก็เป็นความผิดด้วย?”
“สอบสวนงั้นเหรอ พวกนั้นพูดออกมาได้ยังไงกัน ไม่ต้องพูดถึงพวกเราเลย ต่อให้เป็นชาวบ้านธรรมดา ถ้าฆ่าคนตายในสถานการณ์แบบนั้นก็ถือเป็นการป้องกันตัวโดยชอบธรรมไม่ใช่หรือไง?”
หยางเหวยวางโทรศัพท์ ลุกขึ้นเดินออกไปข้างนอก พลางพูดว่า “ไอ้พวกสารเลว ฉันจะไปคุยกับพวกมันให้รู้เรื่อง จะถามให้ชัดว่าพวกมันคิดอะไรกันอยู่?”
“หัวหน้าหยาง กลับมาก่อน!” สวี่หลินเอ่ยเรียกหยางเหวยไว้
แววตาของเขาสงบนิ่ง ทว่าในหัวกลับมีความคิดผุดขึ้นมาไม่ขาดสาย
โดยเฉพาะภาพเหตุการณ์ในวันนั้น ที่ฉายย้อนกลับไปมาในหัวของเขา
เขามั่นใจได้ว่าตัวเองไม่ได้ลงมือกับหวังเจี้ยนเฉิงอย่างรุนแรง
พูดอีกอย่างคือ ต้นเหตุที่ทำให้หวังเจี้ยนเฉิงตายไม่ได้มาจากเขา แล้วเรื่องมันเป็นยังไงกันแน่?
ยิ่งคิด สวี่หลินก็ยิ่งรู้สึกหนาวเยือกไปถึงกระดูก
ราวกับมีฝ่ามือขนาดมหึมาปกคลุมเขากับหยางเหวยและคนอื่น ๆ อยู่ ต่อให้คิดต่อต้าน ก็ยังอดรู้สึกสิ้นหวังขึ้นมาทีละน้อยไม่ได้
เพราะเขาไม่รู้เลยว่าฝ่ามือยักษ์นั้นประกอบขึ้นจากใครบ้าง
พวกเขาอยู่ที่ไหน และมีอำนาจมากแค่ไหน
สวี่หลินส่ายหน้าแล้วถอนหายใจ ดูท่าจะยุ่งยากจริง ๆ
พวกเขาไม่เพียงต้องระวังศัตรู แต่ยังต้องระวังคนฝ่ายเดียวกันด้วย
แต่ยิ่งเป็นแบบนี้ เขาก็ยิ่งไม่ยอม เลือดในกายเริ่มเดือดพล่านขึ้นมาอย่างเงียบงัน
“พวกมันอยากกดเรื่องนี้ให้เงียบ ฉันก็จะไม่ยอมให้พวกมันสมใจ” เขาพูดพลางกัดฟันแน่น
