บทที่ 5 ทายาทสำนักหลิง
ค่ำคืนนี้ตรงกับวันที่สิบห้าเดือนเจ็ดอีกครั้ง เป็นเทศกาลจงหยวนประจำปี
ด้านนอกมีฝนโปรยปรายลงมา
พายุฟ้าคำรามเพิ่งผ่านพ้นไป รอบๆ ศาลเจ้าแม่ ต้นไม้ที่ถูกฟ้าผ่ายังคงลุกไหม้ท่ามกลางสายฝน ส่งเสียงดังเปรี๊ยะๆ
“ก่อนลงจากเขา ไปรินชาถวายเจ้าแม่สักถ้วย” ยายใบ้รินชาร้อนถ้วยหนึ่งส่งมาให้
ฉันคุกเข่าโขกศีรษะสามครั้ง รับชามาถือไว้ในมือสองข้าง แล้วกล่าวด้วยความเคารพว่า “ท่านอาจารย์ เชิญดื่มชา”
ยายใบ้รับถ้วยชาไปวางบนแท่นบูชา
ฉันเงยหน้าขึ้น แอบชำเลืองมองรูปปั้นเจ้าแม่
หลายปีมานี้ แม้ว่ายายใบ้จะเป็นผู้สอนฉันมาตลอด แต่ในใจฉันรู้ดีว่า ยายใบ้เป็นเพียงผู้ถ่ายทอดแทน ผู้ที่สอนฉันอย่างแท้จริงคืออาจารย์ที่ฉันไม่เคยพบหน้า
“ทายาทสำนักหลิงของเรานั้น ไร้ข้อห้ามทั้งปวง ไม่มีกฎเกณฑ์อะไร” ยายใบ้เขียนบนกองธูปเทียน
“ไม่มีกฎเกณฑ์หรือ? งั้นหากวันหน้าฉันรับศิษย์ขึ้นมา แล้วศิษย์คนนี้ไม่รู้ดีรู้ชั่ว เอาแต่ทำเรื่องต่ำช้าสามานย์เล่า?” ฉันถามด้วยความสงสัย
“ก็บอกแล้วว่าไร้ข้อห้ามทั้งปวง ศิษย์ก็เป็นของเจ้า หากเจ้ามองแล้วขวางหูขวางตา จะมองก็มองไป ถ้ามองไม่ไหวก็ฆ่าทิ้งเสีย จะทุกข์ใจไปทำไม?” ยายใบ้ถาม
“ที่แท้ไร้ข้อห้ามทั้งปวงก็หมายความอย่างนี้นี่เอง?” ฉันเข้าใจกระจ่างแจ้ง
“คราวนี้เจ้าออกไป จงจำไว้ว่าต้องทำสองเรื่อง” ยายใบ้เขียน “เรื่องแรก คือตามหาหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า ‘คัมภีร์ลับราชันย์วิญญาณยี่สิบสี่บท’ ”
“นั่นอะไรหรือ?” ฉันค้นดูในความคิด ก็ไม่มีความทรงจำใดเกี่ยวกับชื่อหนังสือนี้
“นี่คือสิ่งที่พวกเราทำหายไป”
ฉันพยักหน้า “เช่นนั้นข้าจะจำไว้”
“เรื่องที่สอง ในเดือนสิบสองปีนี้ เจ้าจงไปภูเขาฉางไป๋ ตามหาเด็กหญิงอายุสิบหกปี ที่ฝ่าเท้าซ้ายมีไฝสามจุด นางน่าจะแซ่ข่ง แต่อาจเปลี่ยนแซ่ไปแล้ว”
“นี่คือใครหรือ?” ฉันสงสัยเล็กน้อย
“เจ้าไปถามท่านอาจารย์เอง”
ฉันเงียบไปทันที กระแอมไอแล้วกล่าวว่า “ศิษย์พี่ ท่านพูดต่อเถิด หลังจากข้าหาตัวนางพบแล้วต้องทำอย่างไร พานางกลับมาด้วยหรือ?”
“ไม่ต้อง เจ้าจงหลอมนางเป็นแดงโลหิต”
ฉันนิ่งค้างอยู่นาน ไม่กล้าเชื่อนัก “ศิษย์พี่ ท่านหมายความว่าให้ข้าหลอมเด็กหญิงคนนั้นเป็นวิญญาณร้ายแดงโลหิตหรือ?”
“คืออสุรกายแดงโลหิต” ยายใบ้ชำเลืองมองฉัน เขียนบนพื้น
ฉันมองนางด้วยความตกตะลึง ทั้งคู่เบิกตากว้างจ้องหน้ากัน
ชาวบ้านมีข่าวลือกันมาแต่ไหนแต่ไรว่า สตรีผู้ตายอย่างไม่เป็นธรรมในชุดแดง หากความแค้นท่วมฟ้า บวกกับสถานการณ์เหมาะสม ก็อาจกลายเป็นวิญญาณร้ายแดงโลหิตออกอาละวาดเอาชีวิต
วิญญาณร้ายแดงโลหิตนี้ ไปถึงที่ใด ไม่เว้นแม้แต่ไก่สุนัข ถือเป็นสิ่งอัปมงคลอย่างยิ่ง!
แต่หากเทียบกับอสุรกายแดงโลหิตแล้ว มันก็เป็นแค่กระผีกริ้วเท่านั้น ต่างกันยิ่งกว่าฟ้ากับดิน
แน่นอนว่า การจะเป็นอสุรกายได้ ความยากก็มากกว่าหลายเท่านักเช่นกัน
สำนักหลิงของเรานั้น แม้จะมีเคล็ดวิชาเลี้ยงผี หลอมผี แต่ปกติก็ไม่ใช้กันง่ายๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเอาคนเป็นๆ มาหลอมเป็นผี แล้วเลี้ยงให้เป็นอสุรกาย
“อย่างไรเสีย เจ้าจงจำใส่ใจไว้ หากพบคนผู้นั้นก็บอกไปว่ายายใบ้ตามหานาง ไปเถอะ ข้าวของเก็บให้เจ้าเรียบร้อยแล้ว”
ยายใบ้ส่งเป้และร่มให้ฉัน แล้วก็ไล่ฉันออกจากประตู
“ท่านอาจารย์ ศิษย์ไปแล้ว”
หลายปีมานี้ฉันเฝ้ารอที่จะลงจากเขาไปตามหาท่านปู่ แต่พอถึงคราวต้องจากไปจริงๆ กลับรู้สึกผูกพันยากตัดใจ วิ่งกลับเข้าไปในศาล คุกเข่าโขกศีรษะใส่รูปปั้นเจ้าแม่อีกสามครั้ง แล้วจึงลุกออกจากประตูศาล
ยายใบ้เดินมาส่งฉันช่วงหนึ่ง
“ศิษย์พี่ ท่านกับท่านอาจารย์รักษาตัวด้วย”
มองดูผมขาวโพลนของนาง จมูกฉันพลันแสบขึ้นมา
ยายใบ้พยักหน้า ชี้ไปยังทางลงเขา
ฉันรู้ว่าถึงเวลาต้องไปแล้ว จึงรวบรวมกำลังใจ ดึงยายใบ้ไว้ แล้วถามเสียงต่ำพร้อมรอยยิ้ม “ศิษย์พี่ ข้ามีเรื่องหนึ่งที่สงสัยมาตลอด เจ้าแม่ในศาลของเรา ปั้นขึ้นตามแบบตอนสาวๆ ของท่านอาจารย์ใช่หรือไม่?”
ยายใบ้มีสีหน้าพิกล มองฉัน ไม่พยักหน้าและไม่สั่นศีรษะ
“เช่นนั้นข้าก็เข้าใจแล้ว ท่านอาจารย์ตอนสาวช่างงดงามนัก!” ฉันยกนิ้วโป้งให้
พูดจบก็หัวเราะวิ่งออกไป หันกลับมาโบกมือลายายใบ้อีกครั้ง กางร่มเดินลงเขาไปเรื่อยๆ
พอฉันมาถึงตีนเขา ก็พบว่าฝนโปรยปรายหยุดลงอย่างกะทันหัน พืชพรรณนิ่งสนิท ไร้แม้แต่สายลม
เงยหน้าขึ้นมอง ท้องฟ้าปกคลุมด้วยเมฆดำทะมึน มืดราวกับหมึก แสงสายฟ้าวาบผ่านหมู่เมฆอย่างเงียบเชียบ ดุจงูทองระบำพลิ้ว!
ใจฉันสะดุ้งวาบ โยนร่มกับเป้ลงพื้น หันหลังวิ่งขึ้นเขาด้วยความเร็วสูงสุด
ครืน ครืน! ครื้น!
สายฟ้าฟาดลงมาเป็นระลอก แสงม่วงผ่าทะลวงราตรีกาล ราวกับจะฟาดเนินหัวหลุมทั้งลูกให้แหลกเป็นสองเสี่ยง!
เมื่อฉันมาถึง อสนีบาตสลายไปแล้ว ศาลเจ้าแม่ก็ไม่เหลืออีกต่อไป หลงเหลือเพียงซากกำแพงหักที่ดำเกรียม ครึ่งท่อนของรูปปั้นเจ้าแม่ยังลุกไหม้อยู่ในกองเพลิง ส่งเสียงดังเปรี๊ยะๆ
จากนั้นฝนก็ตกกระหน่ำลงมาราวกับฟ้ารั่ว
“ท่านอาจารย์! ศิษย์พี่!”
ฉันพุ่งเข้าไปค้นหาทั่วทุกหนแห่ง แต่ก็ไร้วี่แวว
ไม่คิดเลยว่าล่วงเลยสิบปี ฉันจะได้ลิ้มรสความหวาดกลัวแบบเดียวกับตอนที่อยู่ตระกูลเฉาและได้ข่าวว่าท่านปู่เกิดเรื่องอีกครั้ง!
สายฝนเย็นเฉียบชโลมร่างฉันจนเปียกโชก ทั้งยังทำให้สมองปลอดโปร่งขึ้นบ้าง
“ไม่มีอะไรเกิดขึ้นแน่!” เมื่อตั้งสติได้ ฉันก็เริ่มคิดได้อย่างเป็นปกติ
ก็แค่ศาลเจ้าแม่ถูกฟ้าผ่าเท่านั้น มันแทนอะไรไม่ได้ อีกอย่าง ด้วยความสามารถของท่านอาจารย์และศิษย์พี่ ฉันไม่เชื่อว่าพวกนางจะจากไปเช่นนี้
ฉันนั่งอยู่กลางสายฝนหนักตลอดทั้งคืน
จนกระทั่งลมหยุด ฝนซา ฟ้าสาง ถึงได้ลุกขึ้นยืน แล้วเดินลงเขาไป
เก็บร่มกับเป้ของตน แล้วออกจากเนินหัวหลุมที่อยู่มาสิบปี