ทั้งสองคนในห้องหนังสือคุยกันอยู่นานมาก เซิ่งเหยาจากที่นั่งรอด้วยความกระวนกระวายตั้งแต่แรก ค่อย ๆ ทำใจยอมรับความจริง ในเมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ต่อให้จะเป็นพายุหรือฝนกระหน่ำ เธอก็พร้อมรับมือทั้งนั้น
ฉูซวงเปิดโทรทัศน์ให้เธอเบี่ยงเบนความสนใจ แต่เซิ่งเหยาแทบไม่ได้ดู บังเอิญว่าแมวผ้าขาวตัวน้อยกำลังเกาะขาเธอเล่นอยู่ กรงเล็บเล็ก ๆ ยาวจนเริ่มคมแล้ว
ฉูซวงไปหยิบอุปกรณ์มา แล้วขอให้เซิ่งเหยาช่วยอุ้มลูกแมวไว้ จะได้ตัดเล็บให้สะดวก
เพราะก่อนหน้านี้เป็นแมวจร ไม่ค่อยได้ตัดเล็บ ลูกแมวจึงกลัวกรรไกรตัดเล็บอยู่บ้าง ดิ้นไปมาทั้งสี่ขาไม่ค่อยให้ความร่วมมือ เซิ่งเหยาต้องออกแรงถึงจะจับขาที่เตะป่ายไปมาไว้ได้
พอตัดเล็บข้างหนึ่งเสร็จ ลูกแมวก็ครางเมี้ยวเบา ๆ ฟังดูออดอ้อนขอให้ไว้ชีวิตจนชวนให้เอ็นดู
เซิ่งเหยาก้มมองมันพลางยิ้ม “แมวของเธอนี่เป็นแมวเสียงสองสินะ”
ฉูซวงลูบอุ้งเท้านุ่มนิ่มของลูกแมว “เสียงเขาเป็นแบบนี้อยู่แล้วนี่นา ใช่ไหม?”
“เป็นแมวตัวผู้หรือตัวเมียเหรอ?”
เซิ่งเหยาทำท่าจะตรวจดู ฉูซวงรีบกดตัวลูกแมวไว้
“ตัวผู้ รอให้หายดีอีกหน่อยแล้วค่อยพาไปทำหมัน”
“โธ่” เซิ่งเหยาจงใจหยอกลูกแมวด้วยน้ำเสียงล้อเลียน “ต่อไปแมวน้อยบางตัวก็ต้องกลายเป็นแมวสาวแล้วสินะ”
พอได้ยินเธอพูดแบบนั้น ฉูซวงก็อดหัวเราะไม่ได้
มีเสียงฝีเท้าดังมาจากบันได เจ้าเหมียวเป็นตัวแรกที่ได้ยิน มันตั้งหูแล้วเงยหน้ามองขึ้นไปชั้นบน
ชายสองคนเดินลงบันไดเคียงข้างกัน รองเท้าหนังกระทบพื้นไม้เกิดเสียงกังวาน สีหน้าของทั้งคู่สงบนิ่ง ไม่เผยพิรุธให้เห็น จึงยากจะดูออกว่ามีอะไรผิดปกติ
เมื่อรู้สึกว่าแรงที่รั้งตัวมันไว้คลายลง ลูกแมวก็ตื่นตัวขึ้นมาทันที หลุดจากอ้อมมือเซิ่งเหยาไปได้
