วันที่เซิ่งถิงรู้ว่าฉูซวงตั้งครรภ์ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ฉูซวงได้เห็นผู้ชายคนนี้มีปฏิกิริยาเชื่องช้าและทำอะไรไม่ถูกถึงเพียงนี้ เขาทั้งเก้กังทั้งนิ่งอึ้ง
ฉูซวงเรียกเขาอยู่หลายครั้ง กว่าจะได้รับคำตอบจากชายหนุ่ม
“ดีเลย”
เขาพูดเพียงคำเดียว
ฉูซวงยังไม่ทันถามว่าคำว่า ‘ดีเลย’ หมายถึงอะไร วินาทีถัดมาก็ถูกดึงเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดของเขา
เซิ่งถิงกอดเธอแน่นมาก น้ำเสียงแหบพร่าเล็กน้อย “ขอบคุณนะ”
“ขอบคุณเรื่องอะไรคะ?”
“ขอบคุณที่มอบครอบครัวให้ผม ขอบคุณที่รักผม”
ดวงตาของฉูซวงร้อนผ่าว คำขอบคุณของเขาหนักแน่นจริงจังเหลือเกิน เมื่อถูกโอบกอดไว้ในอ้อมแขนที่อบอุ่นและแข็งแรง เธอก็สัมผัสได้อย่างชัดเจนถึงน้ำหนักของความรู้สึกขอบคุณนี้
ไม่รู้ทำไม คำว่า ‘ขอบคุณ’ จากปากเขากลับทำให้เธอน้ำตาคลอมากกว่าคำว่า ‘ผมรักคุณ’
ในชีวิตประจำวัน จะมีสักกี่คนที่ยังนึกถึงการพูดคำว่า ‘ขอบคุณ’ กับคนใกล้ชิดที่สุดอยู่เสมอ?
ทั้งที่ความรักของพวกเขาเป็นสิ่งที่ต่างฝ่ายต่างมอบให้ เซิ่งถิงรักเธอ และเธอก็รักเซิ่งถิง ส่วนครอบครัวที่พูดถึงนั้นก็ไม่ใช่สิ่งที่เธอมอบให้เขาเพียงฝ่ายเดียว แต่เกิดจากการร่วมกันสร้างของทั้งคู่ เธอเองก็สัมผัสได้ถึงความห่วงใยและความรักที่เขาทุ่มเทให้มาโดยตลอด
แต่เขากลับเป็นฝ่ายพูดขอบคุณเธอเสียอย่างนั้น…
“คุณกำลังจะมีลูกเป็นของตัวเองแล้ว ดีใจไหมคะ?”
เซิ่งถิงตอบว่า “เป็นห่วง”
ฉูซวงเงยหน้าขึ้น “หืม?”
“เป็นห่วงว่าคุณจะลำบาก”
เซิ่งถิงเป็นห่วงจริง ๆ ว่าเธอจะทนความยากลำบากตลอดสิบเดือนของการตั้งครรภ์ไม่ไหว นอกจากความทรมานทางร่างกายแล้ว เขายังรู้ว่าผู้หญิงจำนวนไม่น้อยอาจเป็นโรคซึมเศร้าหลังคลอด เขาจึงพยายามจัดการทุกอย่างในชีวิตประจำวันให้ดีที่สุด ไม่ปล่อยให้ฉูซวงมีอารมณ์ด้านลบแม้แต่น้อย
กลัวว่าเธอจะได้รับสารอาหารไม่สมดุล เขาจึงจ้างนักโภชนาการมาโดยเฉพาะ กลัวว่าเธอจะอุดอู้เบื่อหน่าย ก็พาเธอออกไปเที่ยวอยู่เสมอ แม้จะยุ่งแค่ไหนก็ยังหาเวลาไปตรวจครรภ์เป็นเพื่อนเธอ ทุกสองสามวันก็ต้องเตรียมของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ มาทำให้เธออารมณ์ดี
