กาลเวลาเคลื่อนผ่านอย่างรวดเร็ว เพียงพริบตาเดียวก็หมดไปหนึ่งภาคเรียน เหลือเวลาอีกแค่ปีเดียวก่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัย
ครอบครัวฉูเว่ยวางแผนอนาคตให้เขาไว้แล้ว เขาไม่ต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยในประเทศ หลังเรียนจบจะไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศโดยตรง
เขาต้องยื่นใบสมัครตั้งแต่ภาคเรียนแรกของชั้นมัธยมปลายปีสุดท้าย
เขารู้เรื่องนี้มาตั้งแต่แรก และก่อนหน้านี้ก็เห็นด้วยกับการตัดสินใจของพ่อแม่
แต่คืนหนึ่ง เขากลับบอกพ่อแม่ว่าไม่อยากไปเรียนต่อต่างประเทศแล้ว อยากเข้ามหาวิทยาลัยในประเทศ
พ่อแม่เงียบไปครู่หนึ่ง
เวินฉางผู้เป็นแม่อ่อนโยนและสงบเยือกเย็น ถามเขาอย่างอดทนว่า “ก่อนหน้านี้วางแผนกันไว้ดีแล้ว ทำไมจู่ ๆ ถึงเปลี่ยนใจล่ะ?”
“มีเรื่องอะไรที่กังวลหรือเปล่า?”
ส่วนพ่อของเขาเข้มงวดกว่าแม่อยู่บ้าง แต่ก็ยังอดทนรอฟังคำตอบ
ฉูเว่ยตอบว่า “เรียนในประเทศก็ดีเหมือนกันครับ”
“เหลวไหล มหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศกำลังจะเปิดรับสมัครอยู่แล้ว มาพูดว่าไม่ไปเอาตอนนี้เนี่ยนะ?”
เวินฉางแตะแขนสามีเป็นเชิงเตือนให้เขาระงับอารมณ์
“งานบริษัทมีเยอะ คุณไปทำงานเถอะ ฉันจะคุยกับลูกเอง”
เมื่อพ่อของฉูเว่ยออกไปแล้ว เวินฉางจึงถามลูกชายว่า “ลูกเป็นคนมีความคิดเป็นของตัวเองมาตั้งแต่เด็ก ปกติก็สุขุม ถ้าพูดอะไรออกมา แสดงว่าคงคิดทบทวนมาอย่างดีแล้ว ใช่ไหม?”
ฉูเว่ยพยักหน้า แววตาหนักแน่น “ผมคิดมานานแล้วครับ”
“ดี ถ้าคิดรอบคอบแล้วก็พอ ไม่ว่าจะเรียนที่ไหนก็เหมือนกัน เรื่องทางพ่อ เดี๋ยวแม่พูดให้เอง”
เวินฉางตามใจลูกมาแต่ไหนแต่ไร ตระกูลฉูยึดหลักว่าแม่มีความสุข ทั้งครอบครัวก็มีความสุข เรื่องเล็กเรื่องใหญ่จึงให้เวินฉางเป็นคนตัดสินใจ
ขอแค่เธอตอบตกลง เรื่องทางพ่อก็ไม่ใช่ปัญหา
น่าเสียดายที่ครั้งนี้ฉูเว่ยมีความสุขได้ไม่นาน
การประชุมผู้ปกครองภาคเรียนแรกของชั้นมัธยมปลายปีสุดท้ายเป็นฉูฉงอันที่ไป ตลอดหลายปีที่ลูกเรียนมัธยม เวินฉางเป็นคนไปมาโดยตลอด ฉูฉงอันเป็นคนงานยุ่ง แต่ครั้งนี้กลับอาสาเข้าร่วมประชุมผู้ปกครอง
การประชุมจัดขึ้นวันจันทร์ตอนสิบโมง แต่ฉูฉงอันไปถึงโรงเรียนตั้งแต่เช้า
