ริมฝีปากของเย่จือชิวสั่นระริก ดวงตาจับจ้องพ่อแท้ ๆ เขม็ง
“พ่อ! ตกลงนี่มันเรื่องอะไรกันแน่? ทำไมพ่อถึงสมคบคิดกับคนอื่น ขายลูกสาวแท้ ๆ ของตัวเองได้ล่ะ? พ่อเลี้ยงลูกสาวไว้เพื่อเอาไปขายหรือไง?”
เย่จือชิวร้องไห้จนสะอึกสะอื้น
“พ่อ... ต่อให้จะขายหนู อย่างน้อยก็หาคนที่ดูเป็นผู้เป็นคนหน่อยได้ไหม พ่อรู้ไหมว่าหลี่ฉางอันทั้งเตี้ยทั้งขี้เหร่ แถมยังหลังค่อม เขาเป็นคนหลังค่อมนะ...!”
“หา...?” เย่จือเซี่ย น้องสาวของเย่จือชิว ยกมือปิดปากด้วยความตกใจราวกับได้ยินเรื่องน่ากลัวสุดขีด จากนั้นก็ตะโกนใส่พ่อของเธอว่า
“พ่อ! จริงเหรอ? ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ไม่คู่ควรกับพี่เลยสักนิด ต้องถอนหมั้นนะ!”
“พูดเหลวไหล!” พอได้ยินลูกสาวคนเล็กพูดถึงการถอนหมั้น เย่หย่งเหลียงที่เงียบงันมานานครู่ใหญ่ก็โพล่งขึ้นมาอีกครั้ง
“จะถอนอะไร? ถอนหมั้นไม่ได้ เรื่องตกลงกันไปแล้วจะกลับคำไม่ได้ พี่แกต้องตายอยู่บ้านตระกูลหลี่!”
หลี่ฟู่กุ้ยยืนอยู่ข้าง ๆ กระตุกยิ้มมุมปาก สีหน้าเปี่ยมด้วยความสาแก่ใจ
“คิดจะถอนหมั้นก็พูดกันง่าย ๆ ตามใจปากเหมือนเล่นขายของหรือไง? ต้องคืนสินสอดด้วยนะ!”
พอได้ยินว่าต้องคืนสินสอด สีหน้าแม่เย่ก็แข็งค้าง เธอถอยหลังไปก้าวหนึ่งอย่างไม่รู้ตัว อ้าปากอยู่นานกว่าจะพึมพำออกมา
“เงินพวกนั้น... เอาไปใช้หมั้นให้พี่ชายแกหมดแล้ว!”
“หา...?” คราวนี้เย่จือชิวกับเย่จือเซี่ยอุทานขึ้นพร้อมกัน
เย่หย่งเหลียงทิ้งตัวลงนั่งบนม้านั่งไม้ หยิบกล้องยาสูบออกมา มือที่สั่นเทาจุดยาสูบขึ้นสูบ แล้วพ่นควันแรง ๆ สองครั้ง
“เงินที่เอาไปหมั้นให้พี่แกเอาคืนมาไม่ได้แล้ว ถ้าบ้านเราเป็นฝ่ายขอถอนหมั้นก่อน ฝ่ายหญิงก็ไม่คืนเงินพวกนั้นหรอก เพราะงั้นพ่อไม่มีเงินให้แกถอนหมั้น รีบตัดใจเสียเถอะ!”
พูดจบเขาก็ไอขึ้นมากะทันหัน ไอจนแทบหายใจไม่ทัน ทำให้แม่หลี่รีบเข้าไปลูบหลังให้
แม่หลี่ลูบหลังเย่หย่งเหลียงไปพลาง น้ำตาไหลไปพลาง ก่อนจะเหลือบมองเย่จือชิวแล้วพูดว่า
“ลูกเอ๋ย พี่ชายแกจะหาคู่สักคนก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนะ เขาใกล้จะสามสิบแล้ว กว่าจะมีคนยอมแต่งกับเขาได้...”
พอเย่จือหลี่รู้ว่าคนที่น้องสาวจะแต่งงานด้วยไม่ใช่ชายหนุ่มสูงหล่อคนนั้น แต่เป็นคนหลังค่อม เขาก็ตัดสินใจแล้วว่าจะช่วยน้องสาวถอนหมั้น
แต่พอรู้ว่าเงินทั้งหมดถูกพ่อเอาไปใช้หมั้นให้ตัวเอง เขาก็ถึงกับพูดไม่ออก
คนในท้องถิ่นต่างรู้กันดีว่าที่นี่มีธรรมเนียมที่ไม่ได้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรอยู่ข้อหนึ่ง หากทั้งสองฝ่ายหมั้นกันแล้ว และฝ่ายหญิงเป็นคนขอถอนหมั้นก่อน ก็ต้องคืนสินสอดทั้งหมดตามจำนวน แม้แต่ค่าใช้จ่ายที่ฝ่ายชายออกให้ระหว่างที่สองครอบครัวไปมาหาสู่กันก็ต้องคืน
แต่ถ้าฝ่ายชายเป็นคนขอถอนหมั้นก่อน ฝ่ายหญิงไม่ต้องคืนเงินสินสอดแม้แต่สตางค์เดียว
ปกติเย่จือหลี่ไม่ค่อยยุ่งเรื่องเงินในบ้าน เขาเองก็ไม่รู้ว่าพ่อแม่มีเงินอยู่เท่าไร
พอได้ยินเรื่องนี้ เขาถึงลองคำนวณคร่าว ๆ ว่าตอนพ่อแม่หมั้นหมายให้เขาใช้เงินไปตั้งหกร้อยหยวน บ้านเขาแทบไม่มีรายได้ทางอื่นมากมาย แล้วจะไม่เอาสินสอดของน้องสาวมาใช้ได้ยังไง?
พอเป็นแบบนี้ ต่อให้เขาถอนหมั้น เงินสินสอดก็เอาคืนมาไม่ได้อยู่ดี ที่บ้านก็ยังไม่มีเงินให้ถอนหมั้นน้องสาว
ทั้งร้อนใจทั้งโกรธ เขาชกกรอบประตูจนมือแตก เลือดไหลออกมาทันที ทำเอาทุกคนที่อยู่ตรงนั้นตกใจไปตาม ๆ กัน
แม่เย่รีบวิ่งเข้าไปจับมือลูกชายด้วยความสงสาร ร้องไห้ฟูมฟายยิ่งกว่าเดิม
“ลูกเอ๋ย! ทำแบบนี้ทำไมกัน?”
“เป็นความผิดผมเอง! ผมมันไร้ประโยชน์ ทำให้น้องเล็กต้องเดือดร้อน!”
เย่จือหลี่พูดอย่างเจ็บปวด พลางใช้มือตีหัวตัวเอง
แม่เย่ได้ยินเช่นนั้นก็หันไปมองลูกสาวคนโตด้วยสีหน้าจนใจและเศร้าสร้อย
“ลูกเอ๋ย ชีวิตคนเราก็มีชะตาของตัวเอง บางทีนี่อาจเป็นชะตาของลูก ทำใจยอมรับมันเถอะนะ”
“ยอมรับชะตาเหรอ?” ดวงตาของเย่จือชิวเอ่อคลอไปด้วยน้ำตา ทว่ามุมปากกลับยกยิ้มเย็นชา เธอมองแม่แท้ ๆ ของตัวเอง
“แม่ แม้แต่แม่ก็จะให้หนูยอมรับชะตาด้วยเหรอ? ต้องเสียสละหนู พวกแม่ถึงจะได้มีชีวิตที่ดีใช่ไหม? จะเป็นจะตายของหนู พวกแม่ก็ไม่ต้องสนใจแล้วใช่ไหม?”
แม่เย่ถูกถามจนพูดไม่ออก ทำได้เพียงเช็ดน้ำตา
แต่เย่หย่งเหลียงกลับพูดเสียงเย็นชาอยู่ข้าง ๆ ว่า “อย่าเอาแต่ขู่พวกเราด้วยเรื่องตายไม่ตาย ถ้าจะตายก็ไปตายที่บ้านสามี ตอนนี้แกเป็นคนของบ้านเขาแล้ว!”
จนถึงตอนนี้ เย่จือชิวถึงได้มองเห็นความจริงอย่างชัดเจนว่า เธอหมดหวังที่จะกลับมาอยู่บ้านนี้แล้ว
พ่อไม่มีเงินเอามาให้ถอนหมั้น ต่อให้มีเงิน พ่อก็ไม่มีทางยอมเอาออกมา เงินที่ได้มาแล้วเขาจะยอมคายออกมาง่าย ๆ ได้ยังไง?
แม่เชื่อฟังพ่อมาตลอดชีวิต พ่อบอกว่าสิ่งนี้กลม แม่ก็ไม่เคยบอกว่ามันเหลี่ยม
ส่วนพี่ชาย ตั้งแต่เด็กเขาก็พิการเพราะป่วยหนักอยู่ครั้งหนึ่ง หลายปีตอนยังเล็ก เงินที่บ้านเก็บหอมรอมริบได้ก็เอาไปรักษาเขาหมด
ต่อมาเมื่อเห็นว่าอาการขาของเขาคงไม่มีทางดีขึ้น พวกเขาก็เลิกรักษา แต่ฐานะทางบ้านยากจนเกินไป จึงไม่เคยเก็บเงินพอให้เขาหมั้นหมายได้
ถ้ามีสินสอดน้อย ใครจะยอมแต่งกับคนขาพิการกันล่ะ?
ตอนนี้พอมาคิดดู หลี่ฟู่กุ้ยแห่งตระกูลหลี่ช่างเจ้าเล่ห์เหลือเกิน ไม่รู้ว่าเขาไปสืบเรื่องในบ้านของพวกเธอมาจากไหน ถึงได้จับจุดอ่อนของพวกเธอไว้ได้แม่นยำขนาดนี้
เมื่อนึกถึงตั้งแต่เล็กจนโต คนที่ทำให้เธอสัมผัสได้ถึงความรักมากที่สุดก็คือพี่ชายคนนี้
ตั้งแต่เธอเริ่มแบกตะกร้าไม้ไผ่ใบเล็กได้ พี่ใหญ่ก็พาเธอไปตัดหญ้าให้หมูกิน กลัวว่าเธอจะกลับบ้านแล้วโดนดุเพราะเก็บหญ้ามาไม่เต็มตะกร้า พี่ใหญ่จึงใส่หญ้าให้ตะกร้าของเธอเต็มก่อน แล้วค่อยไปเก็บใส่ตะกร้าของตัวเอง
บางครั้งเธอทำผิดจนโดนตี พี่ใหญ่ก็จะเอาตัวมาบังเธอไว้ พ่อแม่สงสารพี่ใหญ่ที่พิการและลำเอียงเข้าข้างเขาอยู่เสมอ ขอแค่พี่ใหญ่ออกหน้าปกป้องเธอ พ่อแม่ก็จะไม่ตีเธออีก
บางทีพี่ใหญ่ได้ขนมมาหนึ่งชิ้นจากข้างนอก ซึ่งหาได้ยาก เขาก็จะเอากลับบ้านมา กัดแบ่งเป็นสองส่วน แล้วให้น้องสาวสองคนคนละครึ่ง...
เธอนึกถึงเรื่องราวมากมายเหล่านั้น
การที่พี่ใหญ่จะหาภรรยาสักคนและสร้างครอบครัวขึ้นมาได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายจริง ๆ
เย่จือชิวถอนหายใจเงียบ ๆ ในใจ ไม่นานนักเธอก็หยุดร้องไห้ เช็ดน้ำตา แล้วเดินไปยืนกลางห้องโถง หันหน้าเข้าหาพ่อแม่ ก่อนจะคุกเข่าลงกับพื้นดังตุบ
เย่หย่งเหลียงเห็นเย่จือชิวคุกเข่าลง ก็คิดว่าเธอจะอ้อนวอนขอถอนหมั้น สีหน้าจึงยิ่งเย็นชาลง
“ต่อให้แกคุกเข่า ต่อให้ตาย พ่อก็ไม่ยอมให้ถอนหมั้นหรอก ตัดใจซะ!”
พูดจบเขาก็ลุกขึ้น ขยับหลบไปด้านข้างให้พ้นจากทิศที่เย่จือชิวคุกเข่าอยู่
เย่จือชิวไม่ได้มองเขา เพียงพูดเสียงเย็นว่า “ไม่ถอนหมั้นแล้ว! ในเมื่อพ่อขายหนูไปแล้ว อย่างน้อยก็ให้หนูกราบพ่อแม่เป็นครั้งสุดท้าย เพื่อตอบแทนบุญคุณที่เลี้ยงดูหนูมาหลายปี!”
พูดจบเธอก็ก้มกราบเสียงดัง “ตึง ตึง ตึง!” ติดต่อกันสามครั้ง แล้วพูดต่อว่า “จากนี้เราก็แยกทางกันเถอะ หนูจะกลับบ้านตระกูลหลี่...”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนในห้องโถงดูเหมือนจะถอนหายใจด้วยความโล่งอก โดยเฉพาะเย่หย่งเหลียงกับสองสามีภรรยาตระกูลหลี่ สีหน้าต่างเผยรอยยิ้มผ่อนคลาย
แต่เมื่อได้ยินคำพูดต่อมาของเย่จือชิว ทุกคนก็หน้าซีดเผือด
“พ่อ แม่ พ่อแม่รับเงินที่ขายหนูไปแล้ว ทั้งยังรับการกราบสามครั้งนี้ด้วย จากนี้ไปความเป็นความตายของหนูก็ไม่เกี่ยวข้องกับพ่อแม่อีกต่อไป ส่วนเรื่องแก่ เจ็บ และตายของพ่อแม่ในวันหน้า ก็ไม่เกี่ยวกับหนูอีกเหมือนกัน
เงินพวกนั้นที่พ่อแม่เอาไป เท่ากับซื้อขาดชีวิตของหนูไปหนึ่งชีวิต!”
