นครหลวง ยามพลบค่ำ ในตรอก
เด็กสาวผู้หนึ่งวิ่งเปะปะออกมาด้านหน้า ด้านหลังมีคนรับใช้ในจวนหลายคนไล่ตามติด ๆ
“ไอ้หนูบัดซบ หยุดเดี๋ยวนี่!”
ร่างของเด็กสาวอ่อนยวบ หน้าผากยังมีตุ่มแดงปูดโปน ตาพร่าเลือน
“ใครก็ได้! ช่วยด้วย!”
คนรับใช้คนหนึ่งได้ยินนางร้องตะโกน ก็โกรธแช่งด่าคำหยาบคาย คว้าก้อนหินข้างทางปาเข้าใส่ร่างนางอย่างแรง
ก้อนหินตัดผ่านเสียงลม กระแทกท้ายทอยนางอย่างจัง
ตูม
ละอองเลือดกระเซ็น
ความเจ็บปวดรุนแรงเข้าโจมตี ตรงหน้าเด็กสาวดำมืด ร่างกายพุงพาบไปด้านหน้า นางอาศัยสติสุดท้ายที่มี คลานเขยื้อนตัวออกจากตรอกซอย
ขณะนั้นเอง รถม้าคันหนึ่งแล่นผ่านปากตรอกพอดี
เด็กสาวโผออกมาเช่นนี้ ก็กลิ้งหลุน ๆ ไปอยู่หน้ารถม้า
“ฮี้——”
ม้าลากรถตื่นตระหนก ส่งเสียงร้องแหลม
เหตุไม่คาดฝันที่เกิดอย่างฉับพลัน ทำให้ชาวบ้านรอบข้างพากันร้องด้วยความตกใจ
คนรับใช้สองสามคนรีบวิ่งออกมา โดยไม่ทันมองดูสถานการณ์ตรงหน้าให้ชัด เห็นเด็กสาวหมอบอยู่หน้ารถม้า ก็จะเข้าไปจับกุมคนทันที
รีบฉวยโอกาสที่ยังไม่มีใครเห็นหน้าตาของนาง รีบเอาตัวกลับจวนไปเสีย!
เด็กสาวถูกคนหนึ่งคว้าบ่าไว้ ในห้วงขณะเฉียดตาย นางระเบิดเรี่ยวแรงสุดท้ายออกมาอย่างพลุ่งพลัน สะบัดตัวหลุดจากมือเขา หันตัวปีนขึ้นรถม้า แล้วมุดหัวปราดเข้าไปด้านใน พุ่งชนเข้ากับอกของคนผู้หนึ่ง
สารถีตวัดแส้ฟาดคนรับใช้ให้ถอยออกไป รูม่านตาหรี่ลง จบสิ้นกันแล้ว ช่องว่างเพียงเสี้ยวอึดใจนั้น กลับปล่อยให้เด็กสาวนั่นลอดเข้าไปในประทุนรถได้?
ในรถม้า มือเรียวยาวที่มีข้อนิ้วเป็นสันงามข้างหนึ่ง บีบคอเด็กสาว พร้อมดันตัวนางให้ออกห่างจากอ้อมกอดตน
เด็กสาวผู้นั้น ดวงตาปิดสนิท ไร้ลมหายใจใด ๆ
อืม ตายแล้ว?
เช่นนั้นก็โยนทิ้งออกไปเสียเลย
กำลังจะเหวี่ยงศพนี้ออกจากรถม้า เด็กสาวที่ถูกบีบคออยู่ กลับ “พรึ่บ” ลืมตาตื่น
ชั่วพริบตา แววตาเยียบเย็น เปี่ยมด้วยเจตนาสังหารเยือกเย็นดั่งน้ำค้างแข็ง
ลู่เจาหลิง ที่ฟื้นคืนจากความตาย พอลืมตา ก็เห็นใบหน้าหนึ่งที่เปี่ยมเสน่ห์สะกดจิตวิญญาณ
เกศาดำสนิท รวบด้วยปิ่นหยกม่วง ยิ่งขับผิวให้ขาวดุจหิมะ คิ้วเรียวราวกับแต้มด้วยน้ำหมึกจาง ๆ ดวงตาดั่งดาราซ่อนในห้วงสมุทร จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากงามดุจกลีบดอกไม้ที่งดงามที่สุด ทว่ามุมปากแฝงแววเยือกเย็น เพิ่มกลิ่นอายแห่งอันตราย
ถัดมาเพียงลมหายใจเดียว ลู่เจาหลิงก็พุ่งมือออกไป จ้วงจู่โจมใส่ลำคอของเขา
ปลายนิ้วดุจคมกระบี่ คมกล้าประหนึ่งจะทิ่มแทงเข้าโพรงคอของเขาได้ในพริบตา บรรยากาศน่าตื่นตะลึง แปรเปลี่ยนเป็นคลื่นเจตนาสังหารในพริบตา
มือที่บีบคอนางอยู่ พลันออกแรงบีบรัดหนักหน่วง ขณะเดียวกัน มืออีกข้างของเขาก็จับข้อมือลู่เจาหลิงไว้
“คนตายแล้วยังดิ้นพรวด ๆ เช่นนี้ได้?”
ลู่เจาหลิงปวดศีรษะราวกับจะแตก รู้สึกได้ว่าเลือดที่ท้ายทอยยังไหลรินอยู่ ฟังเสียงทุ้มต่ำของเขา แล้วเงยหน้ามองออร่าสีม่วงที่แผ่ปกคลุมทั่วร่างเขา กับไอสีดำที่กำลังค่อย ๆ แทะกินออร่าสีม่วงนั้น
ชะตาจักรพรรดิ
ที่แท้เป็นออร่าม่วงแห่งชะตาจักรพรรดิของเขา ที่ช่วยให้นางหวนคืนชีพ ฟื้นขึ้นมาจากร่างของเด็กสาวผู้นี้
รู้สึกถึงมือที่บีบคอแน่นขึ้นเรื่อย ๆ ลู่เจาหลิงจึงชี้นิ้วไปที่อกเขา เอ่ยวาจาที่บีบออกมายากลำบาก
“ข้าช่วยท่านได้...”
มือที่มีข้อนิ้วเป็นสันงามชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะดึงนางเข้ามาประชิดตรงหน้า ทั้งสองแนบชิดกันมาก ลู่เจาหลิงได้กลิ่นหอมเย็นเยือกจากตัวเขา
สายตาทั้งคู่ประสานกันในระยะใกล้ชิด ราวกับมีประกายไฟปะทุดังสนั่น
“เจ้าจะช่วยข้าผู้นี้ได้อย่างไร?”
ลู่เจาหลิงหายใจฝืดขัด “ให้ข้าอยู่ข้างกายท่านสักครึ่งปี ข้าจะให้ท่านรู้วิธีรักษา!”
นางต้องการเวลาพักฟื้น ต้องการออร่าม่วงของเขา
“นายท่าน ไม่เป็นไรนะพ่ะย่ะค่ะ?” ด้านนอก องครักษ์ลงจากม้าแล้ว ยืนตึงเครียดล้อมหน้ารถม้า สีหน้าเคร่งขรึมจ้องมองประทุนรถ
ม่านรถบิดกั้นไว้ พวกเขาไม่อาจมองเห็นสถานการณ์ภายใน แต่ก็ฟังดูไม่มีเสียงเคลื่อนไหวใด ๆ
ถึงกระนั้น ก็ไม่มีใครกล้าบุกขึ้นไปเปิดม่านรถ
“ไม่มีเรื่อง” ในรถม้ามีเสียงทุ้มต่ำดังออกมา
ขณะนั้นเอง มีขบวนทหารกลุ่มหนึ่งรุดเข้ามา มาอย่างเกรี้ยวกราดขวางหน้ารถม้า
ผู้มาสวมอาภรณ์แพรพรรณหรูหรา สายคาดประดับหยก ปักลวดลายสัตว์ร้ายสีทอง นิ้วสวมแหวนหยกมรกต ทั้งร่างเปล่งประกายคำว่า “อำนาจวาสนา” ออกมาชัดแจ้ง
เพียงแต่ตาปรือ ริมฝีปากหนา หน้าตาค่อนข้างซีด บวมนิด ๆ ใต้ตาคล้ำเขียว มองก็รู้ว่าเป็นนักเลงสุราและหมกมุ่นกาม
“คือท่านชายชิงฝูโหว!” ริมทางมีชาวบ้านจำได้ว่าเป็นผู้ใด
จูหมิงเฮ่า ท่านชายแห่งจวนชิงฝูโหว ผู้เป็นที่โปรดปรานของไทเฮายิ่งนัก ในนครหลวงมักเหิมเกริมกำเริบ ไม่มีผู้ใดกล้าหาญ
คนรับใช้ที่เพิ่งไล่จับเด็กสาวนั่น รีบกรูเข้าไปหาท่านชายจู เอ่ยปากร้องฟ้องเป็นเสียงเซ็งแซ่
“ท่านชาย ไอ้หนูนั่นอยู่บนรถม้า!”
“ท่านชาย รถม้าคันนี้ดูแปลกหน้า พวกข้าน้อยกลัวก่อเรื่อง จึงมิกล้าเข้าไปแย่งคนพ่ะย่ะค่ะ”
แท้จริงแล้วคือเห็นองครักษ์ของอีกฝ่ายมีท่าทีฮึกเหิม น่าเกรงขาม จึงตกใจกลัว
ท่านชายจูสำรวจรถม้าคันนี้ กวาดตามองเฉียง ๆ ไปที่องครักษ์ทั้งสี่ แล้วส่งเสียงในลำคออย่างดูแคลน
“ใครสนว่าแปลกหน้าหรือคุ้นหน้าด้วย! ไปลากตัวคนออกมาให้ข้าเดี๋ยวนี้!”
ทุกคนหมายจะกรูขึ้นไป
“บังอาจ!” องครักษ์ผู้หนึ่งตวาด “อ๋องจิ้นเสด็จกลับเมืองหลวง ผู้ใดอาจล่วงเกิน?”
คำกล่าวนี้ ดุจฟ้าคำรามสนั่น ทำเอาทุกคนแถวนั้นตะลึงค้าง
“อ๋อง อ๋องจิ้น?!”
อ๋องจิ้นห้าปีก่อนออกจากนครหลวงไปพักรักษาตัว ไม่มีข่าวคราวเนิ่นนาน บัดนี้กลับลอบเสด็จกลับนครหลวงแล้ว?
ภายในรถม้า ลู่เจาหลิงพิงกายอยู่มุมหนึ่ง มองดูบุรุษตรงหน้าถือผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่ง กำลังบรรจงเช็ดมือ ท่วงท่างามสง่า
เมื่อครู่มือของเขาเพิ่งบีบคอนาง นี่คือรังเกียจว่าสกปรก
ลู่เจาหลิงตาพร่ามืดเป็นระลอก ยังปรับตัวได้ไม่เต็มที่นัก นางรู้ว่าตนต้องหาทางเกาะหลังผู้อื่น ก้าวข้ามวิกฤตตรงหน้าไปก่อน
นางพยายามข่มกลั้นความคลื่นเหียนขยะแขยง “การแลกเปลี่ยนนี้ท่านมิเสียเปรียบ เพราะชีวิตท่านมีค่ายิ่ง หากไร้ข้าช่วยรักษา ท่านอยู่ได้ไม่กี่ปี”
นี่เป็นครั้งที่สองที่นางเอ่ยว่าช่วยรักษาเขาได้
อ๋องจิ้น โจวฉือเยวี่ย กวาดตามองนางแวบหนึ่งอย่างเรียบเฉย “เจ้าลองเอ่ยมาซิ ข้าผู้นี้ตรงไหนบ้างที่ต้องให้เจ้าช่วย?”
สิ้นคำพูดนี้ ลู่เจาหลิงพลันพุ่งตรงเข้าใส่เขาอย่างรวดเร็ว ยื่นมือไปกระชากอาภรณ์ตรงหน้าอกเขา
ฉีก...
อาภรณ์ของโจวฉือเยวี่ยถูกดึงออก เผยให้เห็นไหปลาร้าและแผ่นอกส่วนหนึ่ง!
รูม่านตาเขาหรี่ลง บีบคอเรียวเล็กของนางอีกครั้ง “อยากตายหรือ?”
บนแผ่นอกขาวดุจหิมะ ปรากฏตราสีดำประหลาดลางร้ายเด่นชัด ราวกับอสูรกายซ่อนตัวอยู่ใต้ผิวหนัง
นิ้วมือของลู่เจาหลิงจิ้มลงไป ตราสีดำประหลาดนั่นกลับดูคล้ายมีชีวิต หดตัวลงเล็กน้อย สีจางลงไปหลายส่วนในพริบตา
“แค่ก ๆ แน่ใจแล้วหรือว่ามิต้องให้ข้าช่วย?” ลู่เจาหลิงถูกบีบคออยู่ ทว่าสายตาที่มองเขาสงบนิ่งและแฝงความเชื่อมั่น
ด้านนอกมีเสียงตะโกนของจูหมิงเฮ่าดังขึ้น “อ๋องจิ้น! ข้าคือจูหมิงเฮ่าแห่งจวนชิงฝูโหว! ไอ้หนูนั่นคืออนุภรรยาของข้า ท่านรีบส่งคนออกมาเดี๋ยวนี้!”
จูหมิงเฮ่าเมื่อได้ยินว่าอ๋องจิ้น ตอนแรกก็ตกใจเช่นกัน แต่ไม่นานก็คืนสติ ถึงจะเป็นอ๋องจิ้นก็จะมาแย่งสตรีกับเขากลางถนนไม่ได้นะ!
ส่งเรื่องไปถึงหน้าไทเฮา ไทเฮาย่อมเข้าข้างเขา ใครบ้างไม่รู้ว่าไทเฮามิโปรดอ๋องจิ้น?
“ท่านเป็นถึงอ๋อง หรือจะมาเก็บอนุของข้าไป?”
จูหมิงเฮ่าตะโกนเสียงดัง พร้อมส่งสายตาให้บ่าวรับใช้ทุกคน บ่าวพวกนั้นก็กรูเข้าไปทันที ขวางองครักษ์ทั้งสี่ไว้
ส่วนจูหมิงเฮ่าก็ฉวยโอกาสลอดเข้าไปข้างหน้า ผับ! เปิดม่านรถขึ้น