ต้วนอี้เสียนไม่คิดจะปล่อยให้เรื่องเงียบง่าย ๆ
เธอเปิดเผยเรื่องระหว่างเวินซูกับเซิ่งเจิงโจวออกมาตรง ๆ
จนบรรยากาศบนโต๊ะเงียบไปหลายวินาที
คนข้าง ๆ เหลือบมองกันไปมา สัมผัสได้ถึงบรรยากาศประหลาด จึงไม่มีใครเอ่ยแทรก
เวินซูเองก็ชะงักไปเล็กน้อย อดปวดหัวกับวิธีทำอะไรสุดโต่งจนไม่แคร์โลกของคุณหนูต้วนไม่ได้ เธอวางตะเกียบในมือลง “ประธานเซิ่งคงไม่มีเวลาหรอกค่ะ”
เธอโยนปัญหาไปให้เซิ่งเจิงโจว
จากนั้นก็หันไปมองเขา “ถ้าประธานเซิ่งยืนยันว่าจะต้องแสดงน้ำใจ ตอนนี้ก็พูดคำอวยพรให้ชีวิตคู่ใหม่ของฉันได้เลยค่ะ จะได้ไม่ต้องให้ประธานเซิ่งยุ่งวุ่นวายจนยังต้องมาร่วมงานแต่งอีก”
“……”
รองอธิการบดีและคนอื่น ๆ หน้าซีดเผือด อดเช็ดเหงื่อเย็น ๆ ไม่ได้
ทำไมคำพูดของเวินซูถึงฟังแล้วเหมือน…จี้ใจดำขนาดนี้นะ
ต้วนอี้เสียนเองก็ประหลาดใจ
เธอมองเซิ่งเจิงโจวทันที
เซิ่งเจิงโจวพิงพนักเก้าอี้ สายตาที่ไม่เผยอารมณ์ใด ๆ จับจ้องใบหน้าของเวินซู ประสานกับแววตาที่แย้มยิ้มอย่างสุภาพและวางระยะห่างของเธอ
ดวงตาของเขามืดลึก เจือความเย็นชา “คุณอยากให้ผมยอมรับชีวิตคู่ใหม่ของคุณขนาดนั้นเลยเหรอ”
คำถามย้อนกลับที่มาอย่างไม่ทันตั้งตัว
บรรยากาศคล้ายถูกผลักให้ดำดิ่งสู่ความอึดอัดยิ่งกว่าเดิมโดยไร้เสียง
เวินซูรู้ว่าเซิ่งเจิงโจวปากคม แต่ไม่คิดว่าคำพูดของเขาจะชวนให้คนกัดฟันได้ขนาดนี้
“ก็แค่คำอวยพรค่ะ ถือเป็นสิริมงคล” เธอตอบ
เซิ่งเจิงโจวละสายตากลับอย่างเฉยชา “ถ้าแค่เอาสิริมงคล ก็ไว้พูดตอนเหมาะ ๆ ค่อยว่ากัน หลังงานแต่งจบลงอย่างสมบูรณ์แล้ว บางทีผมอาจจะพูดกับคุณสักประโยค”
