อวี้ซีกลับพยักหน้าตรง ๆ “รู้จักกันเหรอคะ?”
ซูจื้อเหยายิ้มบาง “เราเป็นเพื่อนสนิทกันค่ะ”
อวี้ซีไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรพิเศษ เธอไม่ค่อยรู้เรื่องส่วนตัวของอวี้เหยี่ยนเว่ย จึงได้แต่ยิ้มตอบ “บังเอิญจังเลยนะคะ”
ซูจื้อเหยาคลี่ยิ้ม “ไม่คิดเลยว่าเราจะอยู่ในวงเดียวกัน ฉันนับถือท่านประธานเหอมาโดยตลอด ที่อยากเข้าร่วมสถาบันวิทยาศาสตร์การแพทย์แผนจีนแห่งชาติก็เพราะจะได้ใกล้ชิดท่านประธานเหอกับอาจารย์จงมากขึ้นค่ะ”
อวี้ซีคิดว่าคำพูดนี้คงไม่ใช่เรื่องโกหก
คนเรียนแพทย์คนไหนบ้างจะไม่นับถือบุคคลทั้งสองท่านนี้
“ว่าแต่ตอนนี้สุขภาพของท่านประธานเหอดีขึ้นบ้างหรือยังคะ?” ซูจื้อเหยาถามด้วยความเป็นห่วง “คราวก่อนอาการค่อนข้างอันตราย ท่านประธานเหอเกิดป่วยกะทันหัน ตอนนั้นฉันช่วยปฐมพยาบาลไปบ้างเหมือนกัน ตกใจแทบแย่เลยค่ะ”
อวี้ซีมองเธออย่างประหลาดใจ
ไม่คิดเลยว่าซูจื้อเหยาจะมีส่วนร่วมด้วย
เมื่อสบกับดวงตากระจ่างใสของหญิงสาว ซูจื้อเหยาก็ยิ้ม “ยังไงตอนนั้นฉันก็อยู่ตรงนั้น จะให้ยืนดูเฉย ๆ ได้ยังไงคะ แต่ว่า...”
เธอขมวดคิ้วน้อย ๆ อย่างจนใจ “ตอนนั้นวุ่นวายไปหมด มีอีกคนหนึ่งอยากเด่นจนไม่ยอมให้ฉันช่วยกู้ชีพอย่างเต็มที่ เกือบทำให้การช่วยเหลือล่าช้าไปแล้ว โชคดีที่ไม่ได้เกิดปัญหาใหญ่ค่ะ”
อวี้ซีงุนงงอยู่ครู่หนึ่ง
อีกคนหนึ่งเหรอ? เธอนึกออกแค่เวินซู
เรื่องราวโดยละเอียดเธอไม่รู้จริง ๆ
แต่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็พูดอย่างจริงจังว่า “ฉันว่าบางทีอาจมีเรื่องเข้าใจผิดกันก็ได้ค่ะ ไม่มีหมอคนไหนช่วยคนไข้แล้วจะทำได้สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ทั้งยังไม่มีเหตุไม่คาดฝันแม้แต่นิดเดียว ถ้าเป็นอย่างนั้นหมอก็คงไม่ต่างอะไรกับเครื่องจักร คนไข้เองก็ไม่ได้ป่วยตามตำราแพทย์ทุกอย่าง ฉันว่าแค่ผลลัพธ์ออกมาดีก็พอแล้วค่ะ”
