เซิ่งฝู่หลินกำไม้เท้าไว้ในมือ ดวงตาขุ่นมัวแต่เฉียบคมทอดมองหน้าท้องของซูจื้อเหยาอยู่หนึ่งวินาที
เพียงหนึ่งวินาทีนั้น
เซิ่งเจิงโจวก็เอ่ยขึ้นก่อนว่า “คุณปู่เดินทางมาเหน็ดเหนื่อยแล้ว ลำบากคุณปู่จริง ๆ ครับ”
เขาไม่ได้รับคำพูดของซูจื้อเหยา และยิ่งไม่ได้สบตาเธอ
ซูจื้อเหยาชะงักไปเล็กน้อย
เธอคิดว่าในเวลาแบบนี้ เซิ่งเจิงโจวน่าจะลุกขึ้นเดินมาหา โอบเธอไว้ แล้วแนะนำให้เซิ่งฝู่หลินรู้จักอย่างเป็นทางการ พร้อมบอกความตั้งใจว่าจะแต่งงานกับเธอเสียอีก
แต่...
ตอนนี้กลับมีเพียงเธอคนเดียวที่ยืนอยู่ตรงนี้
เธอรู้สึกกระอักกระอ่วนและไม่สบายใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
ส่วนคำพูดที่เอ่ยถึงเด็กในท้องนั้น
ทำให้คนตระกูลเซิ่งทั้งโต๊ะหันมามองเธอ ราวกับกำลังประเมินสินค้า สายตาเหล่านั้นทำให้เธออึดอัดอย่างยิ่ง
ราวกับว่าเธอมีสิทธิ์ทำได้เพียงยืนอยู่ตรงนี้
โดยเฉพาะเซิ่งเฉาหยางที่อยู่ทางนั้น สายตาของเขาเหลือบมองเธอเป็นระยะ เจือทั้งความใคร่รู้และความเคลือบแคลงจาง ๆ แววตาร้อนแรงจับจ้องไม่วาง
“อืม” เซิ่งฝู่หลินรับคำเซิ่งเจิงโจว
ทางนี้
เมื่อเซิ่งจือชิงเห็นเวินซูถูกซูจื้อเหยาชนจนเซถอยไป จึงหยิบกระดาษทิชชูมาช่วยเช็ดให้สะอาด ก่อนจะจูงเธอเดินเข้ามาใกล้อีกครั้ง
เวินซูไม่ทันตั้งตัว ก็ถูกดึงเข้ามาพัวพันกับ...
การคัดเลือกสะใภ้ตระกูลเซิ่งครั้งนี้
อีกด้านหนึ่ง
เซิ่งเจิงโจวค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองเธออย่างไม่รีบร้อน
เวินซูถอยหลังไปหนึ่งก้าว
เธอไม่อยากเข้าไปยุ่งด้วยแม้แต่น้อย
ดูเหมือนเซิ่งฝู่หลินจะไม่ทันสังเกตเห็นเวินซู
เขามองซูจื้อเหยาที่ยังคงถือถ้วยชาไว้ ไม่กล้าขยับ แล้วถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “ทำงานอะไรอยู่? ความคืบหน้าเป็นอย่างไรบ้าง?”
สีหน้าของซูจื้อเหยาแข็งค้างไปชั่วขณะ
ทั้งงานและความคืบหน้าของเธอ...ย่ำแย่ไปหมด
ถูกเวินซูวางแผนเล่นงาน ถูกเฮ่อจื้อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด ผลิตภัณฑ์เกิดปัญหาใหญ่ ที่มหาวิทยาลัยจิงต้าก็ยังถูกไล่ออกพร้อมประกาศลงโทษและเรียกให้รับผิดชอบ แถมตอนนี้ยังล่วงเกินตระกูลอวี้ ซึ่งพร้อมจะลงโทษเธอได้ทุกเมื่อ
