มิน่าเล่าถึงเรียกเธอมา
เพราะเธอเองก็เป็นผู้เกี่ยวข้อง เป็นผู้เกี่ยวข้องที่เกือบถูกใส่ร้าย
ทางท่านประธานเหอคงอยากให้เธอมาช่วยชี้แจงเรื่องนี้ให้กระจ่าง
สวี่จือหรานตกใจกับคำพูดของไป๋เหมยไม่น้อย
เธอทั้งตื่นตระหนกและทำอะไรไม่ถูก มือเผลอคว้าแขนอวี้ฉิ่งเฉิงไว้โดยไม่รู้ตัว ไม่อยากเชื่อเลยว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น
อวี้ฉิ่งเฉิงขมวดคิ้ว สีหน้าขรึมลง “มีบางเรื่องที่พูดพล่อย ๆ ไม่ได้”
ไป๋เหมยมองสวี่จือหรานที่พึ่งพิงอวี้ฉิ่งเฉิงอยู่ ก่อนขมวดคิ้วแล้วเอ่ยเสียงขมขื่นอีกครั้ง “ทุกคำที่ฉันพูดเป็นความจริง พวกคุณไม่คิดหรือว่าเวลาที่เกิดเรื่องมันบังเอิญเกินไป? เสี่ยวเหยากำลังจะกลับไปอยู่ตระกูลอวี้ แต่กลับเกือบเอาชีวิตไม่รอด! ตกลงใครกันที่ไม่อยากให้เธอมีชีวิตดี ๆ?”
ซูจื้อเหยาหน้าซีดเผือด มองสวี่จือหรานอย่างเศร้าสร้อย “ที่จริงฉันรู้ว่าคุณเกลียดฉัน แม่เล่าเรื่องของคุณในตอนนั้นให้ฟังแล้ว เป็นเพราะแม่แท้ ๆ ของฉันพาฉันไปจากตระกูลอวี้ ทำให้ครอบครัวแตกแยก คุณถึงไม่ได้รับการยอมรับ และยังทำให้ลูกในท้องของคุณแท้ง เพราะอย่างนั้นคุณจึงเกลียดแม่แท้ ๆ ของฉัน และเกลียดฉันด้วย”
คำพูดของเธอ
ดึงให้คนตระกูลอวี้หวนกลับไปนึกถึงเรื่องในอดีตทันที
ดวงตาของสวี่จือหรานสั่นไหว
เวินซูย่อมไม่เข้าไปยุ่งง่าย ๆ อีก เธอเพียงนั่งมองเงียบ ๆ
เธอเองก็อยากรู้ว่าเรื่องจะลงเอยอย่างไร
ส่วนคำพูดของซูจื้อเหยา...
ซูจื้อเหยาพูดต่อ “ได้ยินว่าหลังจากเรื่องครั้งนั้น คุณก็มีลูกไม่ได้อีก พูดไปแล้ว คนที่เกลียดฉันที่สุดก็คือคุณ”
เรื่องนี้
ไป๋เหมยเล่าให้เธอฟังแล้ว
