ฮั่วอีรู้สึกเหมือนตัวเองฟังผิดไป เธอมองสบตาเซี่ยเจิงอั๋งอย่างไม่อยากเชื่อ ชายหนุ่มส่งยิ้มไร้ที่ติให้เธอ ทว่าเธอไม่คิดว่านั่นจะเป็นสัญญาณแห่งมิตรไมตรี
แต่เป็นเพียงหน้ากากของคนหน้าเนื้อใจเสือ
ใครเขาจะขอผู้หญิงที่รู้จักกันยังไม่ถึงสองเดือนแต่งงานกันตรง ๆ แบบนี้?
“...คุณท่านใจป้ำ คุณกินยาผิดหรือเปล่า?” ฮั่วอีแทบอยากยื่นมือไปแตะหน้าผากเขา ดูว่าไข้ขึ้นจนเพี้ยนไปแล้วหรือไม่
คำเรียก ‘คุณท่านใจป้ำ’ ทำให้คิ้วของเซี่ยเจิงอั๋งเลิกขึ้นเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น เขาเอนพิงพนักอย่างเกียจคร้าน “ผมไม่ได้กินยาผิด ไม่ได้ละเมอเดิน และไม่ได้ป่วย ผมมีสติดีมาก”
“คุณชอบฉันเหรอ?” ฮั่วอีถามออกไปแล้วก็อดหัวเราะไม่ได้
นั่นมันเหลวไหลชัด ๆ
ถึงเธอจะถูกจ้างมา แต่เธอก็เป็นคนอารมณ์ร้าย ใครทำให้ขุ่นเคือง เธอก็หาโอกาสจิกกัดกลับเป็นครั้งคราว เซี่ยเจิงอั๋งเองก็ใช่ว่าจะไม่เคยเจอ
“จำเป็นต้องชอบกันก่อนถึงจะแต่งงานได้เหรอ?” เซี่ยเจิงอั๋งย้อนถาม
ฮั่วอีหลุดปากตอบโดยไม่ทันคิด “แน่นอนสิ...”
แต่เสียงกลับขาดห้วงไป
เธอนึกถึงต้วนหลิงอี้
พวกเขาเคยรักกันมากถึงได้อยู่ด้วยกัน แล้วผลลัพธ์ล่ะ?
ถ้าอย่างนั้น การแต่งงานที่มีความชอบพอเป็นพื้นฐานจะมีความหมายอะไรได้อีก?
“ผมไม่แน่ใจ” เซี่ยเจิงอั๋งครุ่นคิด เขาดูไม่อยากอ้อมค้อมกับเรื่องนี้ “ถ้าคุณหวังให้เราแต่งงานกันเพราะรักใคร่ชอบพอกันทั้งสองฝ่าย เราก็ลองสร้างความรู้สึกนั้นขึ้นมาได้ แต่ผมต้องบอกคุณตามตรงว่า ตั้งแต่โตมาจนถึงตอนนี้ ผมไม่เคยคาดหวังหรือมีประสบการณ์เรื่องความรักเลย อย่างที่คุณเห็น ผมไม่ชอบให้ใครมาแตะตัวด้วยซ้ำ”
พูดอีกอย่างก็คือ...
“ผมไม่เคยมีประวัติความรัก และไม่มีรักแรกที่ลืมไม่ลง อีกทั้งผมรังเกียจและไม่ชอบความสัมพันธ์ใด ๆ ที่ขัดต่อศีลธรรมในชีวิตสมรส หากเราเลือกแต่งงานกัน ผมรับรองเรื่องนี้ให้คุณได้ แน่นอนว่าไม่ใช่แค่คำพูด เราจะทำสัญญาขึ้นมาเพื่อผูกมัดเราทั้งคู่”