แววหม่นหมองคล้ายวูบผ่านดวงตาของเธอเพียงชั่วครู่ ก่อนเจ้าตัวจะยิ้มขึ้นมาอย่างสดใส เผยลักยิ้มตรงมุมปากที่ชวนให้นึกถึงเวินซูอยู่หลายส่วน แล้วเอ่ยกับเซิ่งเจิงโจวว่า “ประธานเซิ่งก็คงไม่ชอบเข้าสังคมจนเกินไปเหมือนกันสินะคะ ถ้าอย่างนั้นไปหาที่เงียบ ๆ หลบกันดีกว่าค่ะ”
อวี้ซีเป็นคนตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะรู้สึกอย่างไรก็แสดงออกมาทางสีหน้าอย่างชัดเจน
ราวกับกำลังรวบรวมความกล้าชวนเขาเป็นเพื่อน
ดูไร้เดียงสาอยู่ไม่น้อย จนทำให้คนลดความระแวดระวังและเผลอสนใจเธอได้ง่าย
ทว่าแววตาของเซิ่งเจิงโจวยังคงสงบนิ่งไร้ระลอกคลื่น
แม้แต่สายตาที่มองเธอก็เย็นเยียบราวกับราตรีอันหนาวเหน็บ
เขาแทบไม่มีอารมณ์ใด ๆ น้ำเสียงเรียบเฉยเจือแววเยาะหยันจาง ๆ ที่ยากจะสังเกต “คุณหนูอวี้ไม่รู้หรือว่าชายหญิงควรรักษาระยะห่าง? ชวนผู้ชายดื่มเหล้าตอนกลางคืน ผมควรจะบอกว่าคุณไร้เดียงสาจนไม่รู้เรื่อง หรือโง่จนไม่รู้ตัวดีล่ะ”
ถ้อยคำคมกริบที่บาดลึกถึงกระดูกเช่นนี้ ทำให้อวี้ซีเบิกตากว้าง
เธอไม่คิดจริง ๆ ว่าเซิ่งเจิงโจวจะพูดจา หรือควรพูดว่า ปฏิเสธกันได้อย่างไม่ไว้หน้าเช่นนี้
เธอเม้มริมฝีปากในทันที ดวงตากลมโตเผยความตกตะลึง “ประธานเซิ่งเข้าใจฉันผิดหรือมีอคติกับฉันตรงไหนหรือเปล่าคะ?”
เห็นได้ชัดว่าเซิ่งเจิงโจวไม่มีอารมณ์จะตอบคำถามนี้
แววตาของเขาเย็นเยียบชวนหวาดหวั่น “คุณหนูอวี้ไม่รู้หรือว่าแม่ของตัวเองเกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
อวี้ซีสงสัย “อะไรนะคะ?”
เซิ่งเจิงโจวหมุนไฟแช็กในมืออย่างไม่รีบร้อน “สวี่จือหรานไม่ใช่แม่ของคุณหรือ?”
แม้เขาจะนั่งอยู่และเงยหน้ามองจากด้านล่างขึ้นไป แต่ก็ยังทำให้คนรู้สึกถึงแรงกดดันอย่างหนัก ราวกับกำลังมองทุกสิ่งจากเบื้องบน
