เผยเสียนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
ถ้อยคำของเขาขีดเส้นแบ่งระหว่างเธอกับเวินซูให้กลายเป็นช่องว่างที่ไม่มีวันข้ามถึงกันได้
ซูจื้อเหยาหันขวับไปมองเวินซู ลมหายใจแทบหยุดชะงัก
…ศาสตราจารย์ผู้ได้รับการยกเว้นเป็นกรณีพิเศษอย่างนั้นหรือ?
เวินซูก็คือศาสตราจารย์ผู้ได้รับการยกเว้นเป็นกรณีพิเศษลึกลับคนนั้นที่เพิ่งมีข่าวเมื่อไม่นานมานี้?!
เวินซูไม่ได้เป็นเพราะท่านประธานเหอหรอกหรือ ถึงได้…
“ศาสตราจารย์ผู้ได้รับการยกเว้นเป็นกรณีพิเศษคนนั้นคือเวินซูหรือ?” ลู่เฟ่ยเดินเข้ามาอย่างรวดเร็ว ถามด้วยสีหน้าตะลึงงัน
เรื่องศาสตราจารย์ผู้ได้รับการยกเว้นเป็นกรณีพิเศษมีข่าวลือแพร่สะพัดในแวดวง
ก่อนหน้านี้ปู่ของเขายังพูดว่าอยากพบสักครั้ง
แล้วตอนนี้กลับบอกว่าเป็นเวินซูอย่างนั้นหรือ?
บรรยากาศพลันตึงเครียดขึ้นมา
ราวกับระเบิดลูกหนึ่งที่ทำลายความเข้าใจเดิมทั้งหมดจนแหลกเป็นเสี่ยง
คิ้วของเซิ่งเจิงโจวขยับเล็กน้อย ดวงตาเย็นเยียบจับจ้องเวินซู สีหน้าอ่านไม่ออก ลุ่มลึกยากหยั่งถึง
เวินซูรู้ตัว แต่ไม่ได้มองเขา
ทว่าเผยเสียนสังเกตเห็นว่าเซิ่งเจิงโจวกำลังมองเวินซู
เขาแค่นเสียงเย็นชาทันที “อย่าเอากรวดไปคิดว่าเป็นไข่มุกอยู่เรื่อย ส่วนไข่มุกแท้จริงย่อมไม่จำเป็นต้องให้ทุกคนยอมรับหรอก ความเข้าใจของทุกท่านยังต้องพัฒนาอีกมาก”
พูดจบ เขาก็หันไปบอกเวินซูว่า “ไปกันเถอะ ไปกินข้าวก่อน ถ้าช้ากว่านี้หมูพะโล้หมดอดกินนะ”
เวินซูอดยิ้มไม่ได้
“ได้ค่ะ”
คนกลุ่มใหญ่พากันเดินจากไปอย่างเอิกเกริก
ลำคอของซูจื้อเหยาราวกับถูกฉีกเป็นแผล
เธอส่งเสียงไม่ออก และไม่อาจเรียกร้องอะไรให้ตัวเองได้อีก
เผยเสียนกำลังบอกว่าเธอสู้…เวินซูไม่ได้อย่างนั้นหรือ?
การไม่ได้เป็นลูกศิษย์ของเผยเสียนทำให้เธอแทบเสียหลัก
ช่วงนี้เธอพ่ายแพ้มามากเกินไปแล้ว ทั้งที่ไม่ควรพลาดอีกแม้แต่ครั้งเดียว