“รั่วรั่ว เหม่ออะไรอยู่จ๊ะ กินข้าวเช้าสิ”
ประโยคเดียวทำให้สติเสิ่นรั่วกลับคืนมา
เธอสะดุ้งได้สติ พบว่าตัวเองกำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะอาหารที่ไม่คุ้นเคย มือกำซาลาเปาไว้ครึ่งลูก ฝั่งตรงข้ามเป็นหญิงวัยกลางคนที่ดูแลตัวเองดี กำลังมองเธอด้วยสีหน้าเป็นห่วง
ข้าง ๆ ยังมีผู้ชายคนหนึ่งนั่งอยู่ เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีเข้ม พับแขนเสื้อขึ้นถึงท่อนแขน กำลังกินโจ๊ก
หน้าตาดีจริง ๆ
ทุกอิริยาบถเปี่ยมด้วยความสง่างามและเย็นชา
ในหัวเสิ่นรั่วดังหึ่งขึ้นมา จากนั้นความทรงจำก้อนใหญ่ก็ทะลักเข้ามาราวกับมีคนกดปุ่มเร่งภาพ
เธอทะลุเข้ามาในนิยาย
ทำไมถึงทะลุเข้ามาในนิยายได้?
เธอคิดไม่ออก
เสิ่นรั่วบังคับตัวเองให้ใจเย็น แล้วรีบไล่ดูความทรงจำที่ผุดขึ้นมาในหัว
ตอนนี้เธอชื่อเสิ่นรั่ว ชื่อเดียวกับเธอ เพิ่งเรียนจบได้ไม่นาน เรียนพยาบาล และสอบเข้าฝึกงานที่โรงพยาบาลประชาชนอันดับหนึ่งแห่งเมืองจิงได้
เพราะโรงพยาบาลอยู่ไกลบ้านเกิด เธอจึงมาขออาศัยอยู่กับเสิ่นอวี้หลัน เพื่อนสนิทของพ่อ
เสิ่นอวี้หลันก็คือหญิงวัยกลางคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามนี่เอง
ส่วนผู้ชายที่กำลังกินโจ๊กอยู่ข้าง ๆ ชื่อฉีเหวินเซิน
เขาคือพระเอกในนิยาย
เสิ่นรั่วเคยอ่านนิยายเรื่องนี้ ตอนนั้นเธอเบื่อ ๆ อยู่บนรถไฟใต้ดินเลยเปิดอ่านผ่าน ๆ พออ่านจบก็ด่าตลอดทาง โมโหจนมื้อเย็นกินข้าวเพิ่มไปตั้งสองชาม
เพราะเธอไม่เข้าใจความคิดของเจ้าของร่างเดิมจริง ๆ
เสิ่นรั่วคนนี้พอเจอฉีเหวินเซินครั้งแรกก็หลงหัวปักหัวปำ แล้วหลงขนาดไหนน่ะหรือ?
ฉีเหวินเซินมีแฟนอยู่แล้ว แถมเป็นแฟนที่คบกันจริงจังอย่างถูกต้อง แฟนสาวทั้งสวยทั้งนิสัยดี และทำงานอยู่โรงพยาบาลเดียวกับเจ้าของร่างเดิม
แต่เจ้าของร่างเดิมไม่ยอม
เธอคิดว่าก็เป็นพยาบาลเหมือนกันแท้ ๆ ทำไมอีกฝ่ายถึงได้ยืนอยู่ข้างฉีเหวินเซิน?
จากนั้นก็เริ่มทำเรื่องชวนอึดอัดสารพัด
ปล่อยข่าวลือว่านางเอกยั่วยวนหมอ แอบใส่บางอย่างลงในแก้วน้ำของนางเอก จนทำให้นางเอกที่ตั้งครรภ์ได้สามเดือนกว่าแท้ง ต่อมาก็วางแผนให้เกิดอุบัติเหตุ จนเศษกระจกบาดใบหน้าของนางเอกเสียโฉม
ฉีเหวินเซินเป็นใครน่ะหรือ?
เขาเป็นมือหนึ่งด้านศัลยกรรม สมองยังดีเสียยิ่งกว่าเครื่องซีที ใช้เวลาเกือบครึ่งปีสืบทุกเรื่องจนหมดเปลือก
วันที่ความจริงเปิดเผย เขาลงมือฉีดยาชาเฉพาะที่ให้เจ้าของร่างเดิมด้วยตัวเอง จากนั้นใช้มีดผ่าตัดกรีดเธอทีละแผล ให้เจ็บปวดจนแทบขาดใจ
สุดท้ายเจ้าของร่างเดิมทนความเจ็บไม่ไหว กัดลิ้นฆ่าตัวตาย
พอเสิ่นรั่วนึกถึงคำบรรยายเหล่านั้นขึ้นมาอีกครั้ง ก็รู้สึกเย็นวาบไปทั้งแผ่นหลัง
เดี๋ยวก่อน นี่มันคนคลั่งรักสายพันธุ์อะไรกัน?
เพื่อผู้ชายคนเดียว ถึงกับทำตัวเองให้ถูกทรมานจนตายทั้งเป็น?
หวังอะไรจากเขากัน?
หวังให้เขาใช้มีดผ่าตัดได้แม่นยำงั้นเหรอ?
“รั่วรั่ว?”
เสิ่นอวี้หลันยื่นมือมาโบกตรงหน้าเธอ “วันนี้เป็นอะไรไปจ๊ะ เหม่อตั้งแต่เช้าเลย”
เสิ่นรั่วรีบดึงสติกลับมา ฝืนยิ้มออกมา “ไม่เป็นไรค่ะคุณน้า หนูแค่ยังตื่นไม่เต็มตา”
ตอนพูด หางตาของเธอก็เผลอมองไปทางด้านข้าง
ฉีเหวินเซินเงยหน้าขึ้นมาพอดี
ดวงตาคู่นั้นราวกับผืนน้ำในทะเลสาบยามปลายฤดูใบไม้ร่วง เย็นชาและสงบนิ่ง ไม่มีอารมณ์ใดเป็นพิเศษ เขามองเธอแวบหนึ่งอย่างเรียบเฉย แล้วก็ก้มหน้ากินโจ๊กต่อ
แค่สบตากันครั้งเดียว ขนบนแผ่นหลังของเสิ่นรั่วก็ลุกชันไปหมด
เธอบ่นในใจอย่างบ้าคลั่ง
นี่เธอ บ้าไปแล้วจริง ๆ ใช่ไหม นี่ตรงไหนคือเทพบุตรผู้รักสันโดษ?
ชัด ๆ เลยว่าเป็นแท่นวางมีดผ่าตัดเดินได้ ดูมือคู่นั้นสิ ทั้งเรียวยาวขาวสะอาด ข้อนิ้วชัดเจน ตอนถือมีดผ่าตัดคงมั่นคงน่าดู แล้วลองคิดดูสิว่าอนาคตมือคู่นี้จะลงมีดบนตัวเธอ เธอยังจะรู้สึกว่าเขาหล่ออยู่ไหม?
ยังจะใจเต้นอยู่หรือเปล่า?
ผู้ชายสองขามีเกลื่อนไปทั่วถนน ทำไมต้องไปแขวนคอตายอยู่กับต้นไม้คอเอียงต้นเดียวด้วย?
แถมยังทำตัวเองจนกลายเป็นตัวอย่างด้านลบไปอีก?
เสิ่นรั่วให้คะแนนสติปัญญาของเจ้าของร่างเดิมอยู่ในใจ ติดลบ ติดลบซ้ำสอง
เธอก้มหน้ากัดซาลาเปาหนึ่งคำ
ตอนนี้เนื้อเรื่องเพิ่งเริ่มได้ไม่นาน เจ้าของร่างเดิมเพิ่งย้ายเข้ามาได้วันที่สอง ยังไม่ได้เริ่มก่อเรื่อง ส่วนนางเอกก็ยังไม่ปรากฏตัว
หมายความว่าตอนนี้เธอยังหนีทัน
ใช่ หนีไป
อยู่ที่นี่ต่อไม่ได้แล้ว
ฉีเหวินเซินเกี่ยวอะไรกับเธอด้วย?
เธอไม่ใช่คนคลั่งรักอย่างเจ้าของร่างเดิมเสียหน่อย
คติประจำชีวิตของเธอคือ รักษาชีวิตไว้ก่อน หาเงินเป็นอันดับสอง ผู้ชายเป็นอันดับสาม ไม่สิ ผู้ชายไม่ติดอันดับด้วยซ้ำ
ไม่รู้พ่อแม่ของเจ้าของร่างเดิมคิดอะไรอยู่?
ทำไมต้องให้เธอมาขออาศัยอยู่บ้านเพื่อนสนิทด้วย อยู่บ้านคนอื่นไม่สะดวกจะตาย
เสิ่นรั่ววางซาลาเปาลง กระแอมเบา ๆ แล้วเอ่ยขึ้น
“คุณน้าคะ”
“หืม?”
“หนูอยากย้ายออกไปอยู่ข้างนอกค่ะ”
ทันทีที่พูดจบ บรรยากาศบนโต๊ะอาหารก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
เสิ่นอวี้หลันชะงัก ตะเกียบค้างอยู่กลางอากาศ “ย้ายออกไป? จะไปอยู่ที่ไหนล่ะ?”
“หาห้องเช่าแถวนี้ค่ะ จะได้ใกล้โรงพยาบาลหน่อย”
เสิ่นรั่วพูดอย่างจริงจัง “ตอนฝึกงานหนูต้องเข้าเวรสลับกะบ่อย ๆ กลับดึกเกินไปก็จะรบกวนเวลาพักผ่อนของพวกคุณ ไม่ค่อยสะดวกค่ะ”
เธอคิดเหตุผลนี้อยู่นาน รู้สึกว่าฟังขึ้นดี มีเหตุมีผล ไม่มีช่องโหว่เลยสักนิด
เสิ่นอวี้หลันยังไม่ทันได้พูด ชายที่นั่งกินโจ๊กเงียบ ๆ มาตลอดก็เอ่ยขึ้นมาอย่างกะทันหัน
“มีแฟนแล้วเหรอ?”
น้ำเสียงราบเรียบ ราวกับถามขึ้นมาเฉย ๆ
แต่หัวใจเสิ่นรั่วกลับเต้นแรงวูบหนึ่ง
เธอหันไปมองฉีเหวินเซิน อีกฝ่ายก็มองมาพอดี
เสิ่นรั่วรีบส่ายหน้าจนแทบเหมือนลูกตุ้ม “ไม่มีค่ะ ไม่มี ไม่มีแน่นอนค่ะ”
ปฏิกิริยาของเธอเร็วเสียจนตัวเองยังรู้สึกว่าเกินเหตุไปหน่อย แต่เธอช่วยไม่ได้ เธอกลัวนี่นา เงามืดที่พระเอกทิ้งไว้ให้เจ้าของร่างเดิมช่างหนักหนาเหลือเกิน
ถ้าฉีเหวินเซินเข้าใจผิดว่าเธอมีแฟนแล้วขึ้นมา เกิดไปกระตุ้นเนื้อเรื่องลับอะไรเข้าให้จะทำยังไง?
เธอไม่อยากกลายเป็นหนูทดลองใต้มีดผ่าตัดของเขาหรอกนะ
เสิ่นอวี้หลันกลับหัวเราะ “เด็กคนนี้นี่ มีแฟนก็มีสิ จะปิดบังคุณน้าทำไมกัน?”
“ไม่มีจริง ๆ ค่ะคุณน้า หนูแค่อยากอยู่ใกล้โรงพยาบาล จะได้ไปทำงานสะดวกค่ะ”
“สะดวกอะไรล่ะ”
เสิ่นอวี้หลันโบกมือ “จากที่นี่นั่งรถไฟใต้ดินไปโรงพยาบาลแค่สี่ป้าย ใช้เวลาไม่ถึง 20 นาที จะย้ายให้วุ่นวายทำไม? อีกอย่าง ถ้าย้ายออกไปอยู่คนเดียวแล้วจะกินอะไร? ขนาดไข่ผัดมะเขือเทศ เธอยังไม่รู้เลยว่าควรใส่มะเขือเทศหรือไข่ลงไปก่อน ย้ายออกไปแล้วคิดจะอดตายหรือไง?”
เสิ่นรั่ว “...”
ใส่มะเขือเทศหรือไข่ลงไปก่อน เรื่องนี้เธอไม่รู้จริง ๆ
แต่เธอว่ามันไม่ใช่ประเด็นสำคัญ
“คุณน้าคะ หนูเรียนทำอาหารได้...”
เสิ่นอวี้หลันปฏิเสธทันควัน “ไม่ได้ พ่อแม่เธอฝากให้ฉันดูแล ถ้าเธอย้ายออกไปแล้วเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา ฉันจะอธิบายกับพ่อแม่เธอยังไง เรื่องนี้ไม่มีอะไรต้องคุยกันแล้ว”
เสิ่นรั่วอ้าปาก ยังอยากลองต่อรองอีกสักครั้ง
ชายที่นั่งกินโจ๊กอยู่ฝั่งตรงข้ามก็พูดขึ้นมาอีกครั้ง
“ผู้หญิงอยู่ข้างนอกคนเดียวไม่ปลอดภัย”
ฉีเหวินเซินวางชามลง หยิบกระดาษเช็ดปากมาเช็ดมุมปาก “แถวโรงพยาบาลคนปะปนกันหลายประเภท อยู่คนเดียวไม่เหมาะจริง ๆ”
เสิ่นรั่วกรีดร้องในใจอย่างบ้าคลั่ง: พี่ชายคะ รู้หรือเปล่าว่าอยู่กับคุณนี่แหละถึงจะไม่ปลอดภัย?
คุณต่างหากที่อันตรายที่สุดในย่านนี้ เข้าใจไหม?
แต่เธอไม่กล้าพูด
แม้แต่สายตาที่ไม่เห็นด้วย เธอก็ยังไม่กล้าส่งให้เขาเลยสักนิด
