เมื่อมองดูเฉินหมิงซึ่งมีหน้าตาคล้ายฮวนเอ๋อร์ที่อยู่บนพื้นถึงห้าหกส่วน หวังเผิงก็ไม่สามารถเอ่ยคำโต้แย้งแม้แต่คำเดียวได้
ท้ายที่สุดตระกูลหวังที่มาอย่างเอะอะโวยวายก็ต้องจากไปอย่างจนตรอก
เมื่อจากไปก็ได้นำศพของนางหวังกับบุตรชายคนเล็ก รวมถึงจดหมายหย่าไปด้วย
ในเวลานั้นผู้คนที่มาแสดงความเสียใจที่จวนตระกูลเฉินก็มีอยู่ไม่น้อย เหตุการณ์นี้จึงแพร่ไปทั่วเมืองหลวง
ยึดถือหลักที่ว่าไม่มีผู้ใดฟ้องก็ไม่มีผู้ใดไต่สวน ถึงแม้ตระกูลเฉินจะก่อเหตุคร่าชีวิตคนร่วมสิบกว่าชีวิต แต่ก็ไม่มีผู้ใดแจ้งความ เจ้าหน้าที่จึงไม่มาสอบสวนผู้ใดในตระกูลเฉิน และเรื่องราวก็เลือนหายไปเองในที่สุด
ที่เสียหายที่สุดคือชื่อเสียงของตระกูลหวัง เรื่องนี้แพร่สะพัดออกไป มีหญิงสาวในตระกูลหวังหลายคนถูกสามีหย่าร้างส่งกลับบ้าน ส่วนที่ยังไม่ได้แต่งงานหรือหมั้นหมายไว้ ก็มีบ้างที่งานวิวาห์ต้องล่มสลาย นับได้ว่าตระกูลหวังได้รับความเสียหายอย่างหนัก
จี้เยว่หรูนั่งอยู่บนเก้าอี้โยกดื่มน้ำหวาน ฟังจืออี้ที่อยู่ด้านข้างเล่าเรื่องราวของตระกูลเฉินอย่างออกรส
“อันอัน เจ้าว่าใครกันที่ไปบอกเฉินเจิน?”
ในชาติก่อนเหตุการณ์จับชู้ไม่เคยเกิดขึ้น กลับเป็นตอนที่เฉินเจินตายจากไปภายหลัง ใครจะคิดว่าในชาตินี้เรื่องจะพลิกผันมาอีกทาง
[ใครจะรู้เล่า ยังไงก็ไม่ใช่พวกเราที่ไปบอก
ท่านแม่ ท่านว่า...จะเป็นเพราะพวกเราที่กลับมาเกิดใหม่ ทำให้เรื่องราวที่เคยกำหนดไว้แล้วเปลี่ยนไปหรือไม่]
จี้เยว่หรูหลุบตาลงครุ่นคิด ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
“เมื่อครู่เจ้าบอกว่าอันซุนโหวออกจากจวนไปแล้ว?”
“เจ้าค่ะท่านหญิง ดูท่าแล้วไปทางนอกเมืองเจ้าค่ะ”
