เสิ่นจี้เฉิงไม่รู้ว่าตัวเองนั่งรออยู่ในห้องนานแค่ไหน
เขานั่งอยู่เฉย ๆ จนขาชาไปหมด แถมยังดื่มเหล้าในบาร์มาหลายแก้ว ตอนนี้คอแห้งผาก ริมฝีปากแตกระแหง
เขากำลังจะถอดผ้าปิดตาลงเพื่อหาน้ำดื่ม แต่ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงบิดลูกบิดประตู เสียงฝีเท้าดังเข้ามา เขาหยุดชะงักเล็กน้อย
“ใคร?”
“ผมเป็นพนักงานโรงแรมครับ มาเอาน้ำมาให้” เสียงของคนแปลกหน้าตอบอย่างนอบน้อม
เสิ่นจี้เฉิงกำลังหิวน้ำแทบขาดใจ รีบยื่นมือออกไป “เอามาให้ขวดนึง หิวน้ำจะตายแล้ว”
มีขวดน้ำแร่ยื่นใส่มือเขา เขาไม่ได้ถอดผ้าปิดตาออก บิดฝาแล้วเงยหน้าดื่มรวดเดียว กลืนลงคออึกใหญ่หลายอึก จนหมดไปกว่าครึ่งขวด ดื่มเสร็จก็โยนลงเตียงอย่างลวก ๆ แล้วถามพนักงานที่ยังไม่ยอมออกไป
“ฉันต้องนั่งอยู่ที่นี่อีกนานไหม?”
เขาหันหน้าไปทางประตู อาศัยเสียงคาดคะเนว่าอีกฝ่ายยืนอยู่ไม่ไกล รอสักพัก คนนั้นถึงตอบ
“ผมเพิ่งมาทำงานใหม่ ไม่ค่อยทราบครับ... คุณรออีกสักหน่อยเถอะครับ”
เสิ่นจี้เฉิงตอบรับในลำคอ “อ้อ” แล้วไม่ได้ถามอะไรอีก
สิ่งที่เขาไม่รู้คือ ในห้องนี้ไม่ได้มีแค่เขากับพนักงานสองคน
บนโซฟาฝั่งตรงข้ามเตียง ผู้ชายคนหนึ่งกำลังกอดอก เอนกายพิงเบาะ เขาจ้องมองคนบนเตียงที่ถูกปิดตาอย่างสนอกสนใจ ราวกับกำลังดูละครตลก
พนักงานรับรู้สายตาที่สื่อความหมายของผู้ชาย จึงค่อย ๆ ถอยออกไปอย่างเงียบ ๆ แล้วปิดประตูเบา ๆ
เสิ่นจี้เฉิงได้ยินเสียงปิดประตู นึกว่าในห้องเหลือแค่ตัวเองแล้ว เขานั่งจนเมื่อยขบจริง ๆ จึงล้มตัวลงนอนหงายบนเตียง สมองเริ่มจินตนาการถึงชีวิตอิสระไร้พันธนาการในอนาคต ไม่มีใครมาควบคุม คิดไปคิดมา ก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้
เขาไม่รู้เลยว่า ทุกอากัปกิริยาและการกระทำของเขา ล้วนตกอยู่ในดวงตาสีดำสนิทที่เย็นชาคู่นั้น
นอนไปสักพัก เสิ่นจี้เฉิงเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ
ร้อน
ร้อนมาก
แต่บนตัวเขามีแค่เสื้อยืดสีขาวล้วนตัวเดียว ถ้าถอดก็ต้องเปลือยท่อนบน
เขาพยายามอดทน
สุดท้ายก็ทนไม่ไหว
ถอด
เขานอนหงายอยู่บนเตียง ท่อนบนเปลือยเปล่าภายใต้แสงไฟ ผิวขาวซีดภายใต้แสงนีออนขาวจนแสบตา กระดูกไหปลาร้าที่นูนขึ้นมามีส่วนโค้งที่งดงามเป็นพิเศษ ลมหายใจของเขาถี่กระชั้นขึ้นเรื่อย ๆ เขากัดริมฝีปากแน่น แต่ก็ยังมีเสียงเล็ดลอดออกมา
เผยหลินเลิกคิ้ว มุมปากยกยิ้มเล็กน้อย เขานั่งอยู่บนโซฟา ไม่รีบไม่ร้อน ชื่นชมภาพตรงหน้านี้
ผิวขาวซีดนั้นค่อย ๆ ระเรื่อด้วยสีแดงก่ำ ริมฝีปากที่น่าสงสารถูกกัดจนเป็นรอยเลือด ชวนหลงใหลและน่าเวทนา
“อืม...”
เผยหลินหรี่ตามองในที่สุดเขาก็ทนไม่ไหว ดึงกางเกงออกอย่างลวก ๆ ถีบผ้าที่เกะกะทิ้งไป ขดตัวบนเตียง ร่างทั้งร่างถูกกิเลสกลืนกิน
รอยยิ้มบนริมฝีปากของผู้ชายคนนั้นยิ่งลึกซึ้งขึ้น
เขาค่อย ๆ ลุกขึ้น เดินไปที่ข้างเตียง น้ำเสียงอ่อนโยนจนเกินปกติ “โอ๊ะ นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”
สติของเสิ่นจี้เฉิงเลือนรางไปแล้ว เสียงของผู้ชายเหมือนยาปลุกกำหนัดขนานแรง ทำให้หอบหายใจยิ่งควบคุมยากขึ้น เขาพยายามประคองสติสัมปชัญญะสุดท้ายเอาไว้ “คุณ...”
พูดไม่จบแม้แต่ประโยคเดียว
“คุณคงไม่ได้... ดื่มน้ำแก้วนั้นของผมไปใช่มั้ย?” น้ำเสียงของเผยหลินแฝงด้วยความกังวล ใจดีอธิบายให้เศษเสี้ยวของสติที่ยังหลงเหลือฟัง “ผมก็แค่อยากสัมผัสความรู้สึกจริง ๆ ในคืนนั้น... ไม่นึกว่าเหตุบังเอิญจะให้คุณดื่มเข้าไป”
สมองของเสิ่นจี้เฉิงว่างเปล่า เก็บความได้เพียงเศษเสี้ยว ยา ดื่มยาผิด
ในใจเขาเหลือเพียงความสิ้นหวัง ถ้ารู้อย่างนี้ไม่ดื่มน้ำขวดนั้นดีกว่า
ในขณะเดียวกัน เขาก็ด่าเผยหลินในใจเป็นหมื่นครั้ง ใครมันจะย้อนฉากเหตุการณ์ถึงขนาดกินยายังต้องย้อนอีก? นี่มันไม่ใช่คนโรคจิตหรือไงกัน?!
ในมือของเผยหลินปรากฏกล่องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ เขาค่อย ๆ แกะกล่องอย่างใจเย็น การกระทำคล่องแคล่วเด็ดขาด แต่น้ำเสียงอ่อนโยนจนเกินปกติ
“แต่คุณวางใจได้ ในเมื่อคุณดื่มน้ำนี่แทนผม ผมจะไม่ให้คุณมาเสียเที่ยวเปล่าหรอก”
เสิ่นจี้เฉิงยังไม่ทันเข้าใจความหมายของประโยคนี้ ก็รู้สึกว่าข้อเท้าถูกมือเย็น ๆ คู่หนึ่งจับไว้
แล้วจากนั้น—
แรงมหาศาลก็กระชากตัวเขาเข้าไป
ฤทธิ์ยาอยู่ในจุดสูงสุดในตอนนี้เอง เขาไม่อาจปฏิเสธได้เลย กระทั่งสัญชาตญาณยังอยากเข้าใกล้ต้นตอของความเย็นนั่น แต่เพิ่งจะขยับเข้าไป ไหล่ก็ถูกกดไว้
เผยหลินบีบคางเขา น้ำเสียงไม่ได้บอกว่าชอบหรือโกรธ “ถลาเข้ามาทำไม?”
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง เสียงทุ้มลง พร้อมรอยยิ้มเย็นชา
“หาอะไร*?”
เสิ่นจี้เฉิงแยกแยะไม่ออกแล้วว่าอีกฝ่ายกำลังพูดอะไร เขาทำได้เพียงไร้สติอยากเข้าใกล้ อยากสัมผัส อยากได้มากกว่านี้
เสียงครางแผ่วเบาอย่างไร้สติไม่ได้รับการตอบสนอง
“อยากสบายหรือ?” เสียงของเผยหลินเหมือนกำลังเกลี้ยกล่อมเด็กที่ไม่เชื่อฟัง “ผมให้คุณได้แน่นอน แต่ต้องเป็นเด็กดีเชื่อฟัง ผมถามอะไร คุณก็ตอบอย่างนั้น”
เขาปล่อยมือ แล้วค่อย ๆ เริ่มสำรวจ น้ำเสียงนุ่มนวล “บอกผมมา คุณมีจุดประสงค์อะไรในการตีสนิทผม”
เสิ่นจี้เฉิงกำลังเคลิบเคลิ้มจนไม่อยากพูด
วินาทีต่อมา ความเจ็บปวดทำให้เขาเผลอปากพูดออกมาแทบจะทันที “เงิน... เพื่อเงิน...”
เผยหลินไม่ได้รู้สึกแปลกใจเลยแม้แต่น้อย เขาปลดเข็มขัดอย่างไม่รีบร้อน น้ำเสียงเนือย ๆ เหมือนกำลังคุยเรื่องจะกินอะไรเย็นนี้
“เอาเงินน่ะหรือ? ง่าย ๆ พี่มีเงินจะตาย”
เขาก้มตัวลง
“มาเร็ว ที่รัก ทำตัวดี ๆ”
อุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงจุดเดือด
คอของเสิ่นจี้เฉิงแหบแห้งไปหมดแล้ว เขาหายใจหอบหนัก พูดประโยคที่สมบูรณ์ไม่ได้แม้แต่คำเดียว ขาด ๆ หาย ๆ ราวกับกำลังสะอื้น
“ไม่... ไม่อยาก...”
เผยหลินหัวเราะเสียงต่ำ “ไม่อยากหรือ?” เขาทำท่าจะถอยออกไป “งั้นผมไปก่อนนะ?”
แล้วก็ถูกเหนี่ยวรั้งไว้ เผยหลินแสยะยิ้มเย็นชาที่ริมฝีปาก
“โอ๊ะ ปากไม่ตรงกับใจเลยนะที่รัก?”
“อือ...”
เผยหลินตบเบา ๆ แล้วแต่ใจ
“วงการที่เข้ากับเขาไม่ได้ ไม่ลองดู จะรู้ได้ยังไงว่าตัวเองเข้ากับเขาได้? ที่ผมพูดถูกไหม ฮะ?”
คำตอบมีเพียงเสียงหอบหายใจอย่างอ่อนแรง
เวลาค่อย ๆ ผ่านไป ข้างถังขยะ ของใสกระจ่างเล็ก ๆ นั่นกองสูงขึ้นเรื่อย ๆ
ราตรียาวนาน
และเชื่องช้า
เผยหลินหรี่ตามอง จ้องเขม็งไปที่ร่างใต้ร่าง เขาขยับอย่างอิสระ ลูกกระเดือกเลื่อนขึ้นลง น้ำเสียงแหบพร่าเล็กน้อย “ช่างยั่วยวนเสียจริง”
“ทำให้ผมอดใจอ่อนไม่อยากเอาชีวิตคุณเลย”
“แต่คนที่ล่วงเกินผม ปกติแล้วไม่มีจุดจบที่ดี ยิ่งเป็นแบบคุณ ที่วางยาใส่ผมเองก็ยิ่งหาที่ตาย”
เสียงของเขาพลันอ่อนโยนลง อ่อนโยนจนทำให้คนฟังหลังเย็นวาบ
“แล้วจะทำยังไงดีล่ะ...”
เขาไม่รีบร้อน ทันใดนั้น ราวกับนึกถึงอะไรดี ๆ ได้สักอย่าง “อย่างนี้แล้วกัน ถ้าคุณทนได้ทั้งคืน ผมจะปล่อยคุณไป”
ดวงตาของเขาหรี่ลง มุมปากค่อย ๆ โค้งขึ้น
“ถ้าไม่ได้ ผมจะโยนคุณลงทะเล ให้อาหารฉลาม”
กำลังของคนเราย่อมมีขีดจำกัด
ถึงแม้เสิ่นจี้เฉิงจะกินยาเข้าไป ก็ทนไม่ไหวทั้งคืน ภายใต้การปรนนิบัติพลิกไปพลิกมาของเผยหลิน ตอนดึกค่อนคืน เขาก็หมดสติไป
เผยหลินกวาดตามองคนที่สลบไสลอย่างไม่แยแส แล้วลุกขึ้นอย่างเย็นชา สวมนาฬิกาข้อมือ เขายืนข้างเตียง มองลงมาจากที่สูง ส่งเสียงฮึดฮัดจากจมูก
“ไร้ประโยชน์จริง ๆ”