แม้จะออกมาจากโรงแรมเหอผิงแล้ว หลิวอวิ๋นก็ยังทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ยังคงคล้องแขนเฉินหยวนไว้อย่างว่าง่าย
ตรงกันข้าม เฉินหยวนกลับดึงแขนออก แล้วพูดอย่างหมั่นไส้ว่า “เมื่อกี้ข้างในเธอคล่องปรื๋อเลยนะ แป๊บเดียวก็ขายความลับฉันจนหมดเปลือก!”
หลิวอวิ๋นชะงักไป ก่อนจะเข้าใจว่าเขาหมายถึงเรื่องที่เธอเผลอเล่าผลงานการล่าสัตว์ของเฉินหยวนให้หวังฟู่กุ้ยฟัง
แก้มของเธอมีสีแดงระเรื่อขึ้นมา ปากก็รีบหาเรื่องแก้ตัวโดยไม่รู้ตัว
“ฉะ…ฉันก็แค่ช่วยพูดดี ๆ ให้นายเองนี่นา!”
ที่จริงเธอก็มีเจตนาแอบแฝงอยู่เหมือนกัน
ถ้าเจ้านายรู้ว่าเฉินหยวนมีความสามารถขนาดนี้ บางทีเธออาจได้พลอยรับประโยชน์ไปด้วยก็ได้!
เฉินหยวนแค่นเสียงขึ้นจมูก มือก็ยังซุกซน บีบเอวบางของหลิวอวิ๋นไปทีหนึ่ง ทำเอาเธอโกรธจนกระทืบเท้าปึงปัง
วันนี้ทั้งสองคนจะกลับบ้านด้วยกัน หลิวอวิ๋นจึงต้องเข็นจักรยานกลับบ้าน
เธอปล่อยแขนเฉินหยวน แล้ววิ่งเหยาะ ๆ ไปยังมุมกำแพงด้านหลังโรงแรมที่จอดรถเอาไว้
จักรยานคันนั้นเป็นทรัพย์สินไม่กี่ชิ้นที่ตระกูลหลิวยังเหลืออยู่ในตอนนี้
จักรยานคันนี้พ่อแม่ของหลิวอวิ๋นซื้อให้ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ ในเวลานั้นตระกูลหลิวยังพอมีฐานะอยู่บ้าง
ตอนนั้นตระกูลหลิวจ่ายเงินไปถึงเก้าสิบหยวน แถมยังมีตั๋วจักรยานหายากอีกหนึ่งใบ กว่าจะเข็นจักรยานคันนี้จากร้านสหกรณ์กลับบ้านได้!
เก้าสิบหยวนเชียวนะ เท่ากับค่าแรงของเธอหลายเดือนในตอนนี้เลย!
จักรยานคันนี้ผ่านการกระแทกกระทบมาหลายครั้ง ยางก็ปะแล้วปะอีก บางจุดสีเริ่มหลุดลอกแล้ว
แต่ถึงอย่างนั้น มันก็เป็นสิ่งเดียวที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้เธอ หลิวอวิ๋นจึงคอยทะนุถนอมมันราวกับเป็นสมบัติล้ำค่า
หลิวอวิ๋นเลี้ยวผ่านมุมกำแพง แล้วเดินไปยังจุดจอดรถ
แต่พอไปถึง เธอก็พบว่ามีบางอย่างผิดปกติ
จักรยานล่ะ?!
หัวใจของเธอหล่นวูบ รีบเข้าไปใกล้แล้วเบิกตากว้างมองดูให้ชัด
