เฉิงจิ่งเหยาเพิ่งอาบน้ำเสร็จ ผิวยังชื้นนิด ๆ
เย็นเฉียบ ทั้งยังมีกล้ามเนื้อแข็งแน่นจนหยุนหนีใช้มือข้างเดียวโอบไม่รอบ
แต่จูบของเขากลับลึกซึ้งเป็นพิเศษ ราวกับจะกลืนกินเธอเข้าไปทั้งตัว กระทั่งเรี่ยวแรงของเธอก็ถูกสูบไปด้วย ท้ายที่สุดจึงเหลือเพียงเสียงสะอื้นเบา ๆ
…………
ตอนหยุนหนีตื่น ฟ้าก็สว่างจ้าแล้ว
เธอมองเพดานอย่างงุนงง คิดอย่างไรก็ไม่เข้าใจว่าเฉิงจิ่งเหยาที่ก่อนหน้านี้แสนซื่อตรง พอขึ้นเตียงกลับเปลี่ยนเป็นคนละคนได้อย่างไร
ไม่ต้องพูดถึงเรี่ยวแรงที่เหมือนใช้เท่าไรก็ไม่หมด เมื่อก่อนแค่เห็นเธอมีน้ำตาคลอ เขาก็ร้อนใจแทบแย่ แต่ตอนนี้พอได้ยินเธอร้องไห้ กลับปลอบด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำ แล้วก็ทำสิ่งที่ควรทำต่อไป
ที่พูดว่าจะให้เธอมีชีวิตที่ดี แต่งงานแล้วจะดูแลเธอให้ดี ล้วนเป็นคำหลอกลวงทั้งนั้น
หยุนหนีบ่นพึมพำไปพลางนวดเอวที่ปวดเมื่อยไปพลาง กำลังจะลุกขึ้น เฉิงจิ่งเหยาก็ถือกะละมังน้ำผลักประตูเข้ามา
เธอชะงักท่าลุก ก่อนจะค่อย ๆ เอนตัวกลับลงไป
เฉิงจิ่งเหยาวางกะละมังน้ำไว้บนชั้น แล้วรีบเดินมาข้างเตียง ก้มมองเธอ “ปวดเอวเหรอ?”
หยุนหนีซุกหน้าเข้ากับหมอน ไม่แม้แต่จะชายตามองเขา
ถามทั้งที่รู้อยู่แก่ใจแท้ ๆ
เมื่อคืนเขาออกแรงไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยขนาดนั้น ยังไม่รู้ตัวอีกหรือไง?
เฉิงจิ่งเหยารู้สึกผิดอยู่บ้าง นเมื่อคืนเขาคิดถึงเรื่องที่เธอเพิ่งมีประสบการณ์ครั้งแรก จึงไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เธอเหนื่อยเลย
ใครจะรู้ว่าคนในอ้อมแขนจะบอบบางราวกับเต้าหู้อ่อน แค่ใกล้ชิดกันนิดเดียวก็ร้องว่าไม่ไหวแล้ว เขาอุตส่าห์ข่มแรงไว้ แต่ก็ยังทำให้เธอร้องไห้จนได้
