เพราะประธานซือไม่ชอบภาพวาดของภรรยา ภาพของคุณนายซือจึงถูกวางไว้ในมุมที่ไม่มีใครใส่ใจ
ซือเมียวอี้ไม่ใช่คนที่จะเชื่อคำพูดฝ่ายเดียว และไม่ใช่คนชอบยุ่งเรื่องของผู้อื่น เธอจึงเอ่ยกับไช่ซิ่วเหวินว่า “ตอนนี้ฉันยังตัดสินไม่ได้ว่าพวกคุณพูดจริงหรือเปล่า ไม่อย่างนั้นต่างคนต่างถอยคนละก้าวเถอะ เรื่องนี้ก็ให้มันจบแค่นี้แล้วกัน”
ไช่ซิ่วเหวินยังอยากสร้างความประทับใจที่ดีต่อหน้าเธอ จึงเลือกทำตามคำพูดของเธอ “ได้ค่ะ ในเมื่อคุณซือบอกว่าให้จบแค่นี้ งั้นก็จบแค่นี้แล้วกันค่ะ”
เธอมองภาพบนผนังอีกครั้ง นึกถึงตอนที่เจียงหว่านอินยืนมองภาพนี้ไม่วางตาเมื่อครู่ แล้วเอ่ยอย่างดูแคลนว่า “เจียงหว่านอิน คุณเคยเข้ามาในสถานที่หรูหราแบบนี้หรือเปล่า คุณเข้าใจเรื่องภาพวาดหรือ ที่นี่มีภาพชื่อดังตั้งมากมาย แต่คุณกลับมายืนดูภาพที่ไม่มีชื่อเสียง แถมคุณค่าทางศิลปะก็ไม่สูง หึ ช่างน่าขันจริง ๆ”
ภาพที่จัดแสดงในหอศิลป์ ตำแหน่งที่ดีที่สุดย่อมสงวนไว้ให้ภาพวาดชื่อดัง
ส่วนมุมที่อยู่ริมสุดเช่นนี้ ย่อมเป็นที่จัดแสดงผลงานที่ไม่มีใครเหลียวแล
เธอไม่ทันสังเกตว่าซือเมียวอี้ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ มีสีหน้าเย็นชาลง
เซวียหย่าถงพูดคล้อยตามแม่ว่า “แม่คะ เจียงหว่านอินไม่ได้อยู่ในวงการนี้เสียหน่อย จะเข้าใจเรื่องพวกนี้ได้ยังไง”
ที่เธอพูดแบบนี้ก็เพื่อให้ซือเมียวอี้รู้ว่าเจียงหว่านอินกับพวกเธอไม่ใช่คนระดับเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องเกรงใจเจียงหว่านอินนัก
พอซือเมียวอี้ได้ยินคำพูดของพวกเธอ สีหน้าก็ยิ่งแย่ลง
เธอหันไปบอกพนักงานข้างกายว่า “ช่วยเชิญคุณผู้หญิงสองท่านนี้ออกไปด้วย”
พนักงานเดินเข้าไปหาไช่ซิ่วเหวินกับเซวียหย่าถง “เชิญตามพวกเราไปครับ”
ไช่ซิ่วเหวินกับเซวียหย่าถงมองซือเมียวอี้อย่างไม่เข้าใจ
“คุณซือ ทำไมถึงให้พวกเราออกไปล่ะคะ”
คนที่ควรถูกไล่ออกไปคือเจียงหว่านอินต่างหาก
ซือเมียวอี้เอ่ยเสียงเย็นว่า “ภาพนี้เป็นฝีมือแม่ฉัน ฉันทนฟังใครมาดูหมิ่นผลงานของท่านไม่ได้ ในเมื่อพวกคุณไม่ชื่นชม ก็ต้องขอเชิญให้ออกไปค่ะ”
