พอได้ยินเช่นนั้น
โจวหานจางก็หยุดมือ ก่อนจะช้อนร่างเธอขึ้นมาแนบอกแล้วก้มมอง
“ยังทนไหวไหม?”
หญิงสาวในอ้อมแขนมีน้ำตาคลอหน่วย กัดริมฝีปากเบา ๆ “ไหวค่ะ”
แต่ดูจากสีหน้าแล้ว เธอคงเจ็บมากจริง ๆ
โจวหานจางเม้มปาก “กอดผมไว้ก่อน ผมจะพาคุณไปดูที่รถ อาจจะกระดูกหักก็ได้”
เมิ่งจี้เสวี่ยว่าง่าย ยกแขนทั้งสองข้างคล้องคอโจวหานจาง ร่างทั้งร่างขดอยู่ใต้แผงอกสูงใหญ่ของเขา ดูบอบบางและไร้ที่พึ่ง
ไม่รู้ทำไม
เมิ่งจี้เสวี่ยเห็นคิ้วของโจวหานจางขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
เธอเอ่ยเสียงเบา “อาเล็ก ฉันหนักเกินไปหรือเปล่าคะ?”
ได้ยินดังนั้น
โจวหานจางชะงักไปเล็กน้อย ก่อนมองเธอแวบหนึ่งแล้วตอบเรียบ ๆ “น้ำหนักแค่นี้ ถ้าเทียบกับสัมภาระที่ต้องแบกในกองทัพ ก็ถือว่าเบามาก”
พูดจบ
ชายหนุ่มก็สาวเท้าไปถึงประตูรถอย่างรวดเร็ว
เขาครุ่นคิดเพียงครู่เดียว ก่อนพูดอย่างเด็ดขาดว่า “กอดผมให้แน่น”
เมิ่งจี้เสวี่ยไม่เข้าใจ เงยหน้ามองเขาโดยไม่รู้ตัว จากมุมนี้เธอมองเห็นเพียงแนวกรามที่ขบแน่นของชายหนุ่ม
ยังไม่ทันเอ่ยปาก เธอก็พบว่าโจวหานจางปล่อยมือข้างหนึ่งแล้ว มือข้างนั้นประคองใต้สะโพกเธอไว้อย่างมั่นคง ท่าทางไม่ลำบากแม้แต่น้อย
ส่วนมืออีกข้างก็เปิดประตูรถอย่างคล่องแคล่ว
ท่าทางนี้ทำให้เมิ่งจี้เสวี่ยหลุดเสียงร้อง กอดคอโจวหานจางแน่นขึ้นกว่าเดิม
ภายในรถอบอุ่น
เมื่อเมิ่งจี้เสวี่ยลืมตาขึ้น เธอก็ถูกชายหนุ่มโน้มตัววางลงบนเบาะหลังเรียบร้อยแล้ว
