ขันทีหวังชะงักงัน “จวิ้นจู่หย่งอาน?”
จากนั้นเขาก็คล้ายได้สติ พลันกวาดตามองไปรอบด้าน
สุดท้ายสายตาก็หยุดลงบนตัวจิ่วจิ่ว
เขาก้าวยาว ๆ เข้าไป ดึงผ้าที่อุดปากจิ่วจิ่วออก
ครั้นเห็นใบหน้าคุ้นเคยของจิ่วจิ่ว รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมก็ปรากฏบนใบหน้าอึมครึมของขันทีหวัง
“เป็นเจ้าเสียจริง! จวิ้นจู่หย่งอาน ช่างรู้จักหาที่ตายเสียจริง!”
“ฮิ ๆ ๆ… วันนี้ข้าจะใช้โลหิตของราชวงศ์เซียวเป็นของเชลยศึก!”
กล่าวจบ ขันทีหวังก็พลิกฝ่ามือ มีดถลกหนังเล่มหนึ่งพลันปรากฏขึ้นในมือ สะท้อนประกายเย็นเยียบ เขาแสยะยิ้มพลางฟันใส่จิ่วจิ่ว
“ปัง!”
จิ่วจิ่วเตะเขาจนกระเด็น
ขันทีหวังกระแทกพื้นอย่างแรง อ้าปากกระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง
“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าเป็นใคร? ข้าคิดว่าตัวเองไม่ได้เผยพิรุธสักหน่อย!”
จิ่วจิ่วโยนเชือกที่มัดตัวเองลงพื้น ก่อนเดินยิ้มแย้มไปหาฝูเป่าแล้วถามนาง
น้ำเสียงสนิทสนมประหนึ่งสหายรักกำลังสนทนากัน
“เจ้าหาที่นี่พบได้อย่างไร?” ฝูเป่าไม่ตอบคำถามของจิ่วจิ่ว หากมองนางด้วยสายตาเย็นชาแล้วเอ่ยถามทีละคำ
จิ่วจิ่วยิ้มกว้างให้นาง ก่อนเอ่ยสองคำว่า “เจ้าทายสิ?”
ฝูเป่ามองนางแวบหนึ่ง แววสังหารผุดขึ้นในดวงตา
“ฆ่านาง!”
สามคำเรียบเฉยนั้นตัดสินโทษตายแก่จิ่วจิ่ว
จิ่วจิ่ววูบกายไปขวางทางฝูเป่า พลางกล่าวด้วยรอยยิ้มไร้ทุกข์ร้อน “ร้อนใจไปไย? พวกเราสนิทกันถึงเพียงนี้ ให้ข้าตายอย่างเข้าใจสักหน่อย คงไม่เกินไปกระมัง?”
“เล่าให้ข้าฟังหน่อยสิ เหตุใดพวกเจ้าจึงทำให้หมู่บ้านเหยาเหมินกลายเป็นหมู่บ้านพิษ? แล้วจับเด็กเหล่านี้มาที่นี่ด้วยเหตุใด? อืม เรื่องที่เจ้าสร้างความเดือดร้อนให้ผู้ลี้ภัย ข้าพอจะเข้าใจเหตุผลแล้ว คงอยากสร้างภาพลักษณ์นักบุญหญิงดาวนำโชคผู้ช่วยเหลือคนทุกข์ยากให้ตนเองสินะ”
