คืนนั้น เสียงร้องโหยหวนของจิ่วจิ่วดังก้องไปทั่วตำหนักบูรพา
ยามจิ่วจิ่วเดินกะเผลกกลับเข้าห้อง จิงหงก็อดเอ่ยไม่ได้ว่า “จวิ้นจู่น้อย เหตุใดท่านไม่ปลอบพระองค์สักหน่อยเล่า? พระองค์ทรงเอ็นดูท่านถึงเพียงนั้น เพียงปลอบพระทัยสักนิด พระองค์ก็ไม่ทรงลงมือกับท่านแล้ว”
“ซี๊ด... ไม่เป็นไร ข้าทนไหว” จิ่วจิ่วแยกเขี้ยวกล่าว
กล่าวจบ นางก็พึมพำเสียงเบาว่า “เขาซ้อมข้าสักยก ประเดี๋ยวก็ต้องเสียใจแน่ ถึงตอนนั้นคงกระดากใจไม่ให้ข้าเบิกค่าใช้จ่ายยามนัดพบแล้ว ข้าจนจะตาย!”
จิงหงไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า สาเหตุที่จวิ้นจู่น้อยยอมถูกตีแทนที่จะปลอบพระทัยองค์รัชทายาท จะเป็นเพราะเรื่องนี้
ชั่วขณะหนึ่ง นางถึงกับไม่รู้จะกล่าวอะไรดี
ผ่านไปครู่ใหญ่ นางจึงเอ่ยขึ้นว่า “จวิ้นจู่น้อยขัดสนเงินทองถึงเพียงนั้นหรือ?”
จิ่วจิ่วพยักหน้าอย่างจริงจัง “ขัดสน ขัดสนยิ่งนัก!”
ท่าทางจริงจังน้อย ๆ นั่น หากจิงหงไม่รู้ว่าคลังส่วนตัวของจวิ้นจู่น้อยเก็บสมบัติไว้มากมายเพียงใด คงหลงเชื่อไปแล้ว
รุ่งเช้าวันถัดมา เซียวจิ่วเยวียนกำลังรอจิ่วจิ่วมากินอาหารเช้าด้วยกัน
ทว่าผู้ที่มาถึงกลับไม่ใช่จิ่วจิ่ว หากเป็นพ่อบ้านชราที่นำข่าวมาพร้อมแววตาแฝงความน้อยใจ
“จวิ้นจู่น้อยมีไข้ หมอบอกว่าทรงตกพระทัยมากเกินไป องค์รัชทายาทเสวยเองเถิดพ่ะย่ะค่ะ!”
ปากพ่อบ้านชราเรียกเขาว่าองค์รัชทายาท ทว่าสายตาและน้ำเสียงกลับเต็มไปด้วยความน้อยใจ
ราวกับเซียวจิ่วเยวียนก่อเรื่องชั่วร้ายที่ฟ้าดินไม่อาจให้อภัย
แต่เซียวจิ่วเยวียนไม่ได้ถือสาพ่อบ้านชรา เพียงขมวดคิ้วถามว่า “มีไข้หรือ? เริ่มตั้งแต่เมื่อใด?”
