“เพียะ!”
เหมยอิ่งเซิงตบโต๊ะจนแหลกละเอียด
สีหน้าเขามืดครึ้ม แววตาเย็นเยียบ เอ่ยว่า “เซียวจิ่วเยวียน เจ้านี่ช่างรังแกกันเกินไปแล้ว!”
“ศิษย์ เจ้าเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงตลอดครึ่งปีที่ผ่านมาให้ข้าฟัง”
ฝูเป่าขานรับ ก่อนจะเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงตลอดครึ่งปีที่ผ่านมาให้เหมยอิ่งเซิงฟังทีละเรื่อง
สีหน้าของเหมยอิ่งเซิงยิ่งมืดครึ้มลงเรื่อย ๆ
ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาจึงเอ่ยว่า “เช่นนั้นพิษในกายเซียวจิ่วเยวียน การก่อกบฏขององค์ชายสี่ที่ล้มเหลวจนถูกลดฐานะและคุมขัง รวมถึงความตายของวั่งเฉิน ล้วนเกี่ยวข้องกับธิดาของเซียวจิ่วเยวียนที่จู่ ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นมาผู้นั้นหรือ?”
แม้ฝูเป่าไม่อยากยอมรับ แต่นางก็จำต้องพยักหน้า
“ใช่แล้ว ท่านอาจารย์ใหญ่”
เหมยอิ่งเซิงได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้วแน่น “ในเมื่อรู้ว่านางมีปัญหา เหตุใดเจ้าไม่กำจัดนางเสียแต่เนิ่น ๆ กลับปล่อยให้นางเติบโต จนพวกเราต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้”
ฝูเป่าอ้าปาก อยากบอกว่าที่นางไม่ลงมือกับเซียวจิ่วจิ่ว มิใช่เพราะใจอ่อน แต่เพราะอีกฝ่ายล่วงรู้ความลับที่ใหญ่ที่สุดของนาง จึงระแวดระวังนางอยู่ทุกฝีก้าว หลายครั้งที่นางลงมือก็ล้วนจบลงด้วยความล้มเหลว
แต่สุดท้ายนางก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งที่คิดอยู่ในใจออกมา
หากพูดออกไป ท่านอาจารย์ใหญ่ย่อมต้องถามว่าความลับที่ใหญ่ที่สุดของนางคืออะไร
ท่านอาจารย์ใหญ่เป็นคนใจแคบและมีความต้องการควบคุมผู้อื่นอย่างแรงกล้า
หากรู้ว่านางมีความลับปิดบังเขาอยู่ เขาย่อมโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
แต่หากให้นางเป็นฝ่ายบอกความลับแก่ท่านอาจารย์ใหญ่เอง ฝูเป่าก็ไม่มีทางทำได้เด็ดขาด
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ มิสู้ไม่พูดอะไรเสียตั้งแต่แรก
ความเงียบของฝูเป่า ในสายตาเหมยอิ่งเซิงกลับกลายเป็นความสำนึกผิดและรู้สึกละอายที่ทำเรื่องผิดพลาด
