“บังอาจ! เจ้าบอกให้ใครหยุดก่อเรื่อง?”
จิ่วจิ่วตบโต๊ะดังปัง ยืนอยู่บนเก้าอี้พลางชี้หน้าเซียวจิ่วเยวียนแล้วตวาดลั่น
ท่าทางนั้นทำเอาติงซานที่ยืนอยู่ข้างนางสะดุ้งจนตัวสั่น
จิ่วจิ่วส่งสายตาให้ติงซาน ราวกับถามว่า เป็นอย่างไร? ราชันผู้นี้เท่หรือไม่?
ติงซานพูดไม่ออก ได้แต่เงยหน้ามองฟ้า ก่อนตอบนางด้วยสายตาว่า แสดงเกินไปแล้ว เบาได้ก็เบาหน่อย
แต่จิ่วจิ่วกลับเข้าใจไปว่า เยี่ยมมาก แสดงต่อไป!
“เสี่ยวเยวียนจื่อเอ๋ย ข้าอุตส่าห์เลี้ยงเจ้ามาอย่างยากลำบาก ทั้งเช็ดอึเช็ดฉี่ ป้อนข้าวป้อนน้ำจนเติบใหญ่ถึงเพียงนี้ บัดนี้เจ้ากลับทำกับข้าเช่นนี้เพียงเพราะสตรีนางหนึ่งหรือ?”
จิ่วจิ่วกุมอกข้างหนึ่ง อีกข้างยื่นนิ้วสั่นระริกชี้หน้าเซียวจิ่วเยวียน กล่าวประณามความไร้น้ำใจ ไร้คุณธรรม และไร้เหตุผลของเขา
เปลือกตาเซียวจิ่วเยวียนกระตุกอยู่หลายครั้ง
เขาลอบคิดว่า ยัยหนูนี่ไปเรียนการแสดงมาจากผู้ใดกัน ช่างเล่นใหญ่เกินจริง
ต้องเป็นสือหวยเหยียนเจ้าจอมเสแสร้งนั่นสอนมาแน่
เคยบอกแล้วว่าเรียนจากคนเสแสร้งไม่มีทางได้เรื่อง นางก็ไม่เชื่อ
เซียวจิ่วเยวียนลอบนินทาในใจไปพลาง ข่มกลั้นอารมณ์ร่วมแสดงไปกับจิ่วจิ่วพลาง
“เจ้าต่างหากที่หาเรื่องไร้เหตุผล รีบขอโทษคุณหนูอวิ๋น เรื่องนี้ก็ให้แล้วกันไป” เซียวจิ่วเยวียนกล่าว
สิ้นเสียง จิ่วจิ่วก็ยิ่งโกรธจัด
นางตบโต๊ะจนแตกละเอียด หยิบขาโต๊ะขึ้นมาข้างหนึ่ง เท้าเอวด้วยมือเดียว แล้วเดินปรี่ไปหาเซียวจิ่วเยวียนอย่างดุดัน
นางชี้เซียวจิ่วเยวียนด้วยขาโต๊ะที่หักแล้วกล่าวว่า “เจ้าบอกให้ใครขอโทษ? ข้าจะให้โอกาสเจ้าเรียบเรียงคำพูดใหม่อีกครั้ง”
