ทางด้านนี้ จิ่วจิ่วนอนเอกเขนกอยู่บนตั่งนุ่มในตำหนักบูรพา ฟังบ่าวไพร่ในตำหนักเล่าอย่างออกรสว่า คนภายนอกด่าทอวั่งเฉินว่าเป็นพระมารอย่างไร
นางกินผลไม้กับขนมพลางฟังอย่างเพลิดเพลิน
หารู้ไม่ว่า วั่งเฉินกลับถึงเมืองหลวงแล้ว และเข้าวังไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้
จากนั้นไม่นาน คนจากในวังก็มาถึงเพื่อเชิญจิ่วจิ่วกับเซียวจิ่วเยวียนเข้าวังไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้
แรกเริ่ม จิ่วจิ่วยังไม่รู้ว่าฮ่องเต้เรียกนางกับเสี่ยวเยวียนจื่อเข้าวังด้วยเหตุใด
กระทั่งนางเห็นวั่งเฉินยืนอยู่ด้านข้าง
อ้อ มาฟ้องสินะ?
จิ่วจิ่วเบ้ปาก ก่อนจะเหลือบมองวั่งเฉินอย่างท้าทาย
วั่งเฉินมองปลายจมูกตนเอง แล้วเพ่งจิตพิจารณาใจ
ตั้งแต่ต้นจนจบเขาไม่มองจิ่วจิ่วแม้แต่น้อย
กลับก้มตาลงเล็กน้อย ประหนึ่งพระชราที่เข้าสมาธิ สงบนิ่งและเปี่ยมเมตตา
“ไท่จื่อ ท่านหญิงหย่งอาน วันนี้ท่านพระอาจารย์วั่งเฉินเข้าวังมาทูลเรื่องหนึ่งแก่เรา เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับพวกเจ้าทั้งสอง เราเห็นว่าควรให้พวกเจ้ารับรู้”
ยามจักรพรรดิจิ้นยวนตี้ตรัส พระเนตรจับจ้องจิ่วจิ่วตลอดเวลา
แววพระเนตรซับซ้อนนั้นทำให้จิ่วจิ่วหรี่ตาลงเล็กน้อย
เซียวจิ่วเยวียนตรัสด้วยสีหน้าเรียบเฉย “เกี่ยวข้องกับเรื่องของข้ากับบุตรสาวหรือพ่ะย่ะค่ะ? ขอเสด็จพ่อโปรดชี้แจง”
จิ่วจิ่วก็พยักหน้าตาม
นางเองก็อยากรู้ว่าหลวงจีนหัวโล้นเฒ่าวั่งเฉินคิดแผนชั่วช้าอันใดมาทำร้ายนางอีก
จักรพรรดิจิ้นยวนตี้ทอดพระเนตรจิ่วจิ่วด้วยแววพระเนตรซับซ้อน ก่อนจะเบือนพระพักตร์ไป
แล้วตรัสกับท่านพระอาจารย์วั่งเฉินว่า “ท่านอาจารย์ เชิญท่านกล่าวเถิด”
“พ่ะย่ะค่ะ” ท่านพระอาจารย์วั่งเฉินขานรับ
จากนั้นประสานมือ มองเซียวจิ่วเยวียนแล้วกล่าวว่า “ไท่จื่อ สิ่งที่อาตมาจะกล่าวต่อจากนี้ ท่านอาจไม่อาจยอมรับได้ แต่โปรดเชื่อว่าอาตมามิได้จงใจใส่ร้าย คำพูดทุกคำของอาตมาล้วนเป็นความจริงพ่ะย่ะค่ะ”
