“ว่ามาเถิด พระชายารองเสด็จมาหาข้าโดยเฉพาะ มีจุดประสงค์อันใดหรือ”
จิ่วจิ่วยกถ้วยชาข้างกายขึ้นจิบเล็กน้อย วางถ้วยลง ก่อนช้อนตามองอูจิ่นแล้วเอ่ยถาม
เมื่ออูจิ่นมองจิ่วจิ่ว นางก็กลับมามีท่าทีอ่อนโยนดังเช่นที่ผ่านมา ก่อนกล่าวว่า “ก่อนหน้านี้คราวที่องค์หญิงประทับชั่วคราว ณ จวนองค์ชายใหญ่ เป็นหม่อมฉันที่ต้อนรับขาดตกบกพร่อง ทำให้องค์หญิงไม่สบอารมณ์”
“หม่อมฉันขออภัยองค์หญิง ณ ที่นี้ แต่เรื่องเหล่านั้นองค์ชายใหญ่ไม่ทรงทราบแม้แต่น้อยตั้งแต่ต้นจนจบ”
“องค์ชายใหญ่ทรงให้ความสำคัญกับองค์หญิงอย่างยิ่ง รับสั่งกำชับหม่อมฉันครั้งแล้วครั้งเล่าว่าต้องดูแลองค์หญิงให้ดี”
……
“ฮ่า——”
จิ่วจิ่วหาวหวอด ทั้งยังยืดเส้นยืดสายไปด้วย
จากนั้นจึงเอ่ยขัดคำพูดของอูจิ่น “หากพระชายารองอยากเล่านิทาน ก็ไปหาตำแหน่งผู้เล่านิทานในโรงน้ำชาเถิด ด้วยความสามารถในการแต่งเรื่องและวาทศิลป์ของพระชายารอง ย่อมเป็นผู้เล่านิทานที่มีชื่อเลื่องลือไปทั่ว”
“องค์หญิงทรงเข้าใจผิดแล้ว หม่อมฉันมิได้กล่าวเท็จ แต่เป็นเพราะ……”
“พระชายารอง ข้ายังเด็กก็จริง แต่ไม่ได้โง่ ความอดทนของข้ามีจำกัด อยากพูดอะไรก็พูดมาให้หมด หากข้าหมดความอดทนเมื่อใด ก็มีแต่ต้องให้คนส่งท่านกลับจวนองค์ชายใหญ่”
จิ่วจิ่วตัดบทอูจิ่นที่ยังพูดไม่จบ
ใบหน้าอูจิ่นเขียวคล้ำ ทว่าไม่กล้าพูดต่อแม้แต่คำเดียว
ครู่ใหญ่ นางจึงเอ่ยว่า “สมแล้วที่ไม่มีสิ่งใดปิดบังองค์หญิงได้”
“เรื่องก่อนหน้านี้ทำให้ฝ่าบาททรงกริ้วมาก ทรงเห็นว่าองค์ชายใหญ่จัดการงานไม่ดี นอกจากจะตำหนิองค์ชายใหญ่แล้ว ยังทรงกักบริเวณไว้ในจวน”
