“เจ้ากล้า...” สีหน้าจิ่วจิ่วพลันเคร่งขรึม กำลังจะเอ่ยปากเอาเรื่อง
ทว่ากลับถูกไป๋เสี่ยวหนิงห้ามไว้
จิ่วจิ่วขมวดคิ้วน้อย ๆ มองไป๋เสี่ยวหนิง
ไป๋เสี่ยวหนิงหันมาบอกจิ่วจิ่วว่า “เรื่องเล็กน้อยเพียงนี้ ข้าจัดการเองก็พอ”
เมื่อนางกล่าวเช่นนี้ จิ่วจิ่วย่อมไม่พูดอะไรอีก
ครั้นไป๋เสี่ยวหนิงเงยหน้ามองอวิ๋นจั๋วจวิน แววตาก็พลันเย็นชาไร้ความรู้สึก
บรรยากาศรอบกายเปลี่ยนไปด้วย
จากมารดาผู้อ่อนโยน กลายเป็นบุปผาสูงส่งเย็นเยียบที่ผู้คนมิอาจเอื้อมถึง
“เจ้าแซ่อวิ๋นหรือ? อวิ๋นเผิงเฟยเป็นอะไรกับเจ้า?” ไป๋เสี่ยวหนิงจ้องอวิ๋นจั๋วจวินด้วยดวงตาเย็นชา น้ำเสียงเยียบเย็น
เมื่อได้ยินนางเอ่ยถึงชื่อบิดา สีหน้าอวิ๋นจั๋วจวินก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
“ท่านรู้จักท่านพ่อข้าหรือ?”
กล่าวจบ อวิ๋นจั๋วจวินพลันนึกบางอย่างขึ้นได้ จึงถลึงตามองไป๋เสี่ยวหนิงอย่างโกรธเกรี้ยว “เจ้าก็คือหญิงแพศยาที่มายั่วยวนท่านพ่อข้าใช่หรือไม่? ข้าเตือนเจ้าไว้ก่อน จงอยู่ให้ห่างจากท่านพ่อข้า มิฉะนั้นอย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ!”
ยามอวิ๋นจั๋วจวินกล่าวถ้อยคำเหล่านี้ นางมิได้ลดเสียงลงแม้แต่น้อย กลับยิ่งพูดเสียงดังขึ้นหลายส่วน
สิ้นคำ สายตาของผู้คนรอบข้างพลันหันมามองพวกนาง
แววตาไป๋เสี่ยวหนิงฉายความเย็นชาแวบหนึ่ง
นางสีหน้าเรียบเฉยดุจผิวน้ำ เอ่ยกับอวิ๋นจั๋วจวินด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบว่า “เห็นแก่เจ้ายังเยาว์วัยและไม่รู้ความ ข้าจะไม่ถือสาเจ้า จงขอโทษข้า แล้วเรื่องนี้ก็ให้แล้วกันไป...”
มิใช่เพราะไป๋เสี่ยวหนิงมีจิตเมตตาจนเกินเหตุ หากแต่ไม่อยากให้จิ่วจิ่วเห็นอีกด้านหนึ่งของนาง
