พระสนมอวี๋เป็นพระมารดาของเซียวหยวน
หลังให้กำเนิดเซียวหยวน เพราะเขามีร่างกายพิเศษที่นำพาโชคร้ายติดตัวมา นางจึงไม่เคยใส่ใจดูแลเขา
กลับหันไปพยายามเลี้ยงดูองค์ชายสิบสองที่สูญเสียพระมารดาแทน
พระสนมอวี๋รักองค์ชายสิบสองประหนึ่งบุตรแท้ ๆ เพื่อปูทางให้เขา นางถึงกับคิดเอาชีวิตเซียวหยวนหลายต่อหลายครั้ง
เซียวหยวนในอดีตได้แต่แบกรับทุกสิ่งเงียบ ๆ
ทว่าเซียวหยวนในยามนี้ไม่คิดทนรับสิ่งเหล่านั้นอีกต่อไป
เขากล่าวกับนางกำนัลว่า “รบกวนท่านช่วยทูลพระสนมอวี๋ด้วยว่า ข้ายังมีธุระ วันหน้าค่อยไปเยี่ยม...”
“ไปสิ พวกเราไปพบพระสนมอวี๋กันบัดนี้ เจ้านำทางไป” จิ่วจิ่วตัดบทเซียวหยวน แล้วกล่าวกับนางกำนัลที่มาส่งข่าว
นางกำนัลอ้าปากคล้ายอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งใด
ระหว่างทาง เด็กอ้วนเอ่ยถามจิ่วจิ่วเสียงเบา “ลูกพี่ พระสนมอวี๋ผู้นั้นเป็นอะไรกับเขาหรือ?”
“เป็นพระมารดาของเขา แต่ไม่ดีกับเขาแม้แต่น้อย” เรื่องที่พระสนมอวี๋เป็นพระมารดาของเซียวหยวน แต่กลับไม่ดีกับเขาเลยนั้น มิใช่ความลับอะไร
หลังจิ่วจิ่วพูดจบ เด็กอ้วนก็ลูบคางแล้วพยักหน้าราวกับเข้าใจเรื่องราวเป็นอย่างดี
เขาพึมพำเสียงเบา “อย่างนี้นี่เอง!”
ดวงตากลมกลอกไปมา ท่าทางเช่นนั้นจิ่วจิ่วคุ้นเคยยิ่งนัก
ชั่วขณะหนึ่ง จิ่วจิ่วรู้สึกราวกับได้เห็นตัวเองอีกคน
ครู่ต่อมา ณ ตำหนักบรรทมของพระสนมอวี๋
“คารวะพระสนมอวี๋”
เซียวหยวนมิได้เรียกพระสนมอวี๋ว่าพระมารดา แต่ใช้คำเรียกขานว่า ‘พระสนมอวี๋’
เมื่อตอนยังเด็กและไม่รู้ความ เซียวหยวนเคยเรียกพระสนมอวี๋ว่าพระมารดาเช่นกัน
ครั้งนั้นเขาถูกลงโทษให้คุกเข่าสามชั่วยาม หัวเข่าทั้งสองข้างถูกก้อนหินบาดจนเป็นแผล ต้องนอนพักอยู่บนเตียงหลายวันกว่าจะลุกลงจากเตียงได้
