ด้านนอกมีเสียงเคลื่อนไหวดังไม่ขาดสาย
ภายในกระโจม เซียวจิ่วเยวียนยังคงจิบชาอย่างสงบนิ่ง
“เจ้าไม่ออกไปดูหน่อยหรือ? เด็กหญิงตัวน้อยบ้านเจ้ามิใช่คนว่าง่าย ระวังจะพลาดท่าเสียเอง”
ไป๋ฉางเซิงยกเท้าข้างหนึ่งพาดเก้าอี้ มือถือสุราน้ำเต้าที่พกติดตัวไม่ห่าง มองเซียวจิ่วเยวียนด้วยท่าทางรอดูเรื่องสนุก
เซียวจิ่วเยวียนไม่แม้แต่จะเงยหน้า “วางใจเถิด นางก่อเรื่องอะไรไม่ได้หรอก”
“แน่ใจหรือ?” ไป๋ฉางเซิงถามอย่างคนที่ไม่กลัวเรื่องจะบานปลาย
เขามองเซียวจิ่วเยวียนด้วยแววตาหยอกเย้า “เด็กหญิงตัวน้อยบ้านเจ้าทั้งดุทั้งซน แล้วยังเจ้าเล่ห์เงียบ ๆ นิสัยต่างจากเจ้าโดยสิ้นเชิง เจ้าเคร่งขรึมราวกับไม้ท่อนหนึ่ง”
“แน่ใจหรือว่านางเป็นบุตรสาวของเจ้าจริง ๆ ไม่ได้สับสนกัน? เอาอย่างนี้ เจ้าส่งนางให้ข้า แล้วข้าจะ...”
“ไสหัวไป!”
เซียวจิ่วเยวียนตวัดสายตาเย็นชาใส่เขา ตัดบทเสียก่อน
คิดจนแทบจะเขียนแผนการไว้บนหน้าเขาอยู่แล้ว เห็นเขาเป็นคนโง่หรือไร?
“จุ๊ ๆ ๆ พอได้เป็นฮ่องเต้แล้วไม่เหมือนเดิมจริง ๆ ดุเสียเหลือเกิน!” ไป๋ฉางเซิงส่ายหน้า ถอนหายใจกล่าว
“เมื่อก่อนตอนใครบางคนยังเป็นเด็กไร้เดียงสา ยังเชื่ออย่างใสซื่อว่าดื่มปัสสาวะของตัวเองแล้วจะ... ซี้ด เซียวจิ่วเยวียน เจ้าเอาจริงหรือ? ของสำคัญของข้าเกือบถูกเจ้าฟันขาดแล้ว!”
ไป๋ฉางเซิงพูดยังไม่ทันจบ มีดสั้นเล่มหนึ่งก็พุ่งตรงมาปักลงบนเก้าอี้ ระหว่างขาทั้งสองข้างของเขา
คลาดไปเพียงนิดเดียว สหายรักของเขาก็เกือบถูกฟันขาดเสียแล้ว
ไป๋ฉางเซิงที่เหงื่อเย็นผุดชุ่มแผ่นหลังจ้องเซียวจิ่วเยวียนอย่างเดือดดาล เหงื่อเย็นไหลอาบหน้าผาก
“หากยังพูดเหลวไหลอีก มีดเล่มหน้าข้าจะไม่ปรานี” เซียวจิ่วเยวียนถลึงตามองเขาเป็นเชิงเตือน
