“เหลวไหลสิ้นดี! เจ้าเป็นสายเลือดของเรา เราจะส่งเจ้าให้ผู้อื่นได้อย่างไร? ใครกันบังอาจพูดจาเหลวไหลเช่นนี้?”
เซียวจิ่วเยวียนยืนกรานไม่ยอมรับอย่างไม่สะทกสะท้าน
ขอเพียงเขาไม่ยอมรับ เรื่องนี้ก็ไม่เคยเกิดขึ้น
“ฮึ!” จิ่วจิ่วส่งเสียงฮึดฮัด
นางลอบคิดในใจว่า รู้อยู่แล้วว่าเขาต้องไม่ยอมรับเป็นแน่
มิเช่นนั้นนางคงคิดบัญชีกับเขาไปนานแล้ว
ยามนี้ไม่เป็นไรแล้ว เขาไม่ยอมรับก็ช่างเถิด นางมีวิธีจัดการมากมาย
“เสี่ยวขู่กวา พวกเราอย่าไปสนใจเจ้าหนอนขี้โกงนี่เลย… เอ๊ะ เหตุใดยังป้อนอยู่ล่ะ พอแล้ว พอแล้ว ป้อนต่อไปจะได้ท้องแตกตายเสียก่อน” จิ่วจิ่วเพิ่งสังเกตว่าเซียวหยวน เสี่ยวขู่กวาผู้นี้ ยังป้อนเลือดให้กู่ไม่หยุด
กู่ที่เดิมทีมีขนาดเล็กเท่าเส้นผม บัดนี้ตัวอ้วนเกือบเท่านิ้วมือของนางแล้ว
ใบหน้าเล็ก ๆ ของเซียวหยวนซึ่งผอมอยู่แล้วซีดเผือด หน้าผากยังมีเหงื่อผุดพราย
ได้ยินจิ่วจิ่วพูด เซียวหยวนจึงถามอย่างงุนงงว่า “อ๊ะ พอแล้วหรือ? เจ้าไม่ได้บอก ข้ายังนึกว่าต้องป้อนอยู่เรื่อย ๆ”
“พอแล้ว พอแล้ว” จิ่วจิ่วยัดยาเม็ดเล็กเข้าปากเซียวหยวน สีหน้าของเขาจึงค่อย ๆ ดีขึ้น
จิ่วจิ่วใช้ไม้เล็ก ๆ เขี่ยกู่สีเลือดในชาม
กู่ตัวนั้นขยับยุกยิกสองครั้ง แต่ไม่มีปฏิกิริยาอะไร
เซียวจิ่วเยวียนรู้สึกขยะแขยงยิ่งนัก จึงขมวดคิ้วกล่าวว่า “แมลงมาจากที่ใด น่าขยะแขยงยิ่งนัก เอาไปทิ้งเสีย”
จิ่วจิ่วปรายตามองเขา “ได้สิ เจ้าทิ้งเอง”
ครั้นเซียวจิ่วเยวียนยื่นมือออกไป นางก็เอ่ยขึ้นอีกว่า “ทิ้งแล้วอย่ามาเสียใจทีหลังเล่า! กู่ตัวนี้ออกมาจากตำหนักบรรทมของคนในดวงใจเจ้า หากมันตาย ไม่แน่ว่าคนผู้นั้นก็อาจมีอันเป็นไปด้วย”
