“โอ้? รีบนำมาให้เจิ้นทอดพระเนตร”
จักรพรรดิจิ้นยวนตี้แสร้งทำทีสนพระทัยอย่างยิ่ง
จากนั้นก็ตรัสกับเซียวจิ่วเยวียนว่า “ไท่จื่อคิดว่าภาพทั้งสองภาพนี้ ภาพใดวาดได้ดีกว่ากัน?”
ถ้อยคำของจักรพรรดิจิ้นยวนตี้ดูเผิน ๆ เหมือนกำลังถามเซียวจิ่วเยวียนว่าภาพใดงดงามกว่า
แท้จริงแล้วกลับกำลังใบ้ถามว่า เซียวจิ่วเยวียนพึงพอใจสตรีคนใดมากกว่ากัน
เซียวจิ่วเยวียนถอนสายตากลับมา เอ่ยโดยไม่เหลือบมองไปทางอื่นว่า “ล้วนไม่เลว แต่ข้าชอบภาพของจิ่วจิ่วมากกว่า”
ทันทีที่สิ้นคำ สีพระพักตร์ของจักรพรรดิจิ้นยวนตี้ก็แปรเปลี่ยนเป็นซับซ้อน
พระองค์อ้าพระโอษฐ์ คล้ายอยากตรัสแต่ก็ไม่ตรัส
ผ่านไปครู่ใหญ่จึงถามว่า “เจ้าแน่ใจหรือ?”
หืม?
ยามนี้เซียวจิ่วเยวียนเริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล
ถึงขั้นคิดหาวิธีรับมือไว้แล้ว
ไม่ว่าจิ่วจิ่วจะวาดออกมาน่าเกลียดเพียงใด เขาก็จะหาจุดชมเชยให้ได้
เมื่อคิดเช่นนี้ เซียวจิ่วเยวียนก็พยักหน้าอย่างมั่นใจ “ย่อมแน่นอน”
สิ้นคำ จักรพรรดิจิ้นยวนตี้ก็ทอดพระเนตรเขาด้วยสีพระพักตร์ซับซ้อนอีกครั้ง
จากนั้นทรงกวักพระหัตถ์ ส่งสัญญาณให้เซียวจิ่วเยวียนเข้ามาใกล้
เซียวจิ่วเยวียนบังเกิดความสงสัย
เสด็จพ่อทรงหมายความว่าอย่างไร?
แต่ก่อนมิใช่ให้คนยกภาพมาวางตรงหน้าเขาโดยตรงหรือ?
เหตุใดวันนี้จึงต้องให้เขาเดินเข้าไปเอง?
ท่าทีลับ ๆ ล่อ ๆ เช่นนี้ หรือว่า...
ในใจเซียวจิ่วเยวียนเริ่มรู้สึกไม่สบายใจอยู่เล็กน้อย
เมื่อเขาลุกขึ้นเดินไปหยุดตรงหน้าจักรพรรดิจิ้นยวนตี้ แล้วเห็นภาพที่จิ่วจิ่ววาดชัดเจน สีหน้าก็พลันเปลี่ยนเป็นหลากหลายเกินบรรยาย
จิ่วจิ่ววาดสิ่งใดกัน?
หากถามจิ่วจิ่ว นางคงตอบอย่างภาคภูมิใจว่า “ราชันผู้นี้วาดเสี่ยวเยวียนจื่ออย่างไรเล่า!”
เพียงแต่ในภาพของนาง นอกจากเซียวจิ่วเยวียนแล้วยังมีสิ่งอื่นอีกเล็กน้อย
