เพียงประโยคเดียวว่า “ขอฝ่าบาทสละราชบัลลังก์ ยกบัลลังก์ให้ผู้มีความสามารถ!” ก็ทำให้ทั่วทั้งลานเงียบกริบ
สายตาของทุกคนจับจ้องไปยังเจิ้นหนานอ๋อง ผู้กล่าวประโยคนั้น
เจิ้นหนานอ๋องนั่งอยู่บนรถเข็น มีองครักษ์เข็นเข้ามาเบื้องหน้า
ดวงตาอำมหิตของเขาจ้องเซียวจิ่วเยวียน ก่อนกล่าวทีละคำว่า “ขอฝ่าบาทสละราชบัลลังก์พ่ะย่ะค่ะ!”
“อาศัยเจ้าน่ะหรือ?” เซียวจิ่วเยวียนกวาดตามองเจิ้นหนานอ๋องอย่างดูแคลน
แววตานั้นราวกับกำลังมองขยะชิ้นหนึ่ง
เจิ้นหนานอ๋องแย้มยิ้มเย็นเยียบอำมหิต “หากฝ่าบาทไม่ยอมสละราชบัลลังก์ ก็โปรดประหารตัวกาลกิณีผู้นี้เสีย!”
เขายื่นมือชี้ไปทางจิ่วจิ่ว รอยยิ้มยิ่งเย็นชาอำมหิต
“เจ้ากำลังสอนให้เราทำงานหรือ?”
แววตาของเซียวจิ่วเยวียนพลันขรึมลง สุ้มเสียงเย็นเยียบแฝงกลิ่นอายสังหารอยู่หลายส่วน
เจิ้นหนานอ๋องยกมุมปากยิ้มเยาะ ก่อนพลันเอ่ยเสียงดังว่า “ฝ่าบาทฝ่าฝืนพระราชโองการของบรรพชน จนต้องอาญาสวรรค์ สมควรได้รับโทษเช่นไร?”
“เจ้าอยากทำอย่างไร?” เซียวจิ่วเยวียนมองเจิ้นหนานอ๋องอย่างเย้ยหยัน
เจิ้นหนานอ๋องหัวเราะเหี้ยมเกรียม พลางประกาศเสียงดัง “เขียนราชโองการสำนึกพระองค์ สละราชบัลลังก์ ยกบัลลังก์ให้ผู้มีความสามารถ!”
“ขอฝ่าบาททรงเขียนราชโองการสำนึกพระองค์และสละราชบัลลังก์พ่ะย่ะค่ะ!”
“ขอฝ่าบาท...”
เมื่อเจิ้นหนานอ๋องกล่าวจบ ผู้ที่ฟังคำสั่งเขาต่างพากันส่งเสียงดังตาม
ชั่วขณะนั้น ทั่วทั้งพิธีบวงสรวงฟ้าล้วนกึกก้องด้วยเสียงเรียกร้องให้เซียวจิ่วเยวียน จักรพรรดิองค์ใหม่ เขียนราชโองการสำนึกพระองค์ สละราชบัลลังก์และยกบัลลังก์ให้ผู้มีความสามารถ
