“เพราะฉะนั้น ที่ข้าต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ก็เพราะโชคชะตาของข้าถูกคนใช้วิชามารขโมยไป และคนที่ขโมยโชคชะตาของข้าก็คือคุณหนูเจ็ดตระกูลลั่ว ลั่วหมิงจู”
เมื่อฟังจิ่วจิ่วเล่าความจริงทั้งหมดจบแล้ว เซียวจิ่วเยวียนก็อึ้งงันอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะยอมรับความจริงได้อย่างรวดเร็ว
จิ่วจิ่วเอามือกุมก้นน้อย ๆ ของตน จ้องตวัดตาเซียวจิ่วเยวียนด้วยแววขุ่นเคือง
นึกว่าเขาจะไม่เชื่อถ้อยคำที่นางเล่า
นางฮึขึ้นจมูก “ฮึ เจ้าจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตามใจ”
พูดจบ นางก็โกรธจนแก้มป่อง กำลังจะเดินจากไป
เซียวจิ่วเยวียนยื่นมือดึงเจ้าตัวกลับมา
แล้วยัดของเล็ก ๆ ชิ้นหนึ่งลงในมือนาง
“ข้าไม่ได้ไม่เชื่อ” เซียวจิ่วเยวียนกล่าว
จิ่วจิ่วก้มมอง เห็นอัญมณีเจิดประกายเม็ดหนึ่งในกำมือของตน ดวงตาทั้งคู่พลันเปล่งประกายระยับ
ทับทิมแท้ช่างงดงามยิ่ง แดงฉานดั่งเลือดคน ระยิบระยับเหลือคณา
ช่างงดงามจนซาบซ่านถึงหัวใจของนางจริง ๆ
“คุณหนูเจ็ดตระกูลลั่วอายุยังน้อย จะมีวิชามารเช่นนั้นได้อย่างไร? อีกทั้งนางมีวิชาขโมยโชคชะตาผู้อื่นเช่นนั้น แล้วหลบหลีกสายตาอันเฉียบแหลมของท่านพระอาจารย์วั่งเฉินไปได้อย่างไร?” เซียวจิ่วเยวียนมีข้อสงสัยในใจมิใช่น้อย
หากแต่สิ่งเดียวที่เขาไม่สงสัย คือความจริงในถ้อยคำของจิ่วจิ่ว
เมื่อเห็นเขาเชื่อคำพูดของนางโดยไม่ลังเลเช่นนี้ จิ่วจิ่วก็แปลกใจอยู่ไม่น้อย
“เจ้าเชื่อที่ข้าพูดจริงหรือ?” นางถามสิ่งที่อยู่ในใจออกมา
เซียวจิ่วเยวียนพยักหน้า “อืม”
“เพราะเหตุใด? เจ้ามิได้คิดหรือว่า สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงเรื่องเหลวไหลเพ้อเจ้อไร้สาระของข้า?”
ขโมยโชคชะตา วิชามาร ได้ยินก็ดูจะไร้สาระเหลือเกิน!
คนปกติผู้ใดจะเชื่อถ้อยคำของเด็กน้อยวัยสี่ขวบเป็นความจริง?
