“นี่…ถ้าไท่จื่อทราบเรื่องนี้เข้า คงจะไม่ทรงเห็นด้วยกับที่จวิ้นจู่น้อยทำสิ่งเช่นนี้หรอกพ่ะย่ะค่ะ”
จิ่วจิ่วกลอกตา “เจ้าโง่หรือเปล่านะ? ก็ปิดบังเขาไว้ก็สิ้นเรื่องแล้วไม่ใช่หรือ”
“เสี่ยวเยวียนจื่อป่วย ข้าใหญ่ที่สุดในตำหนักบูรพา เข้าใจหรือยัง?”
เมื่อเห็นชิงอู๋ยังลังเลอยู่ จิ่วจิ่วจึงงัดไม้เด็ดออกมา “เจ้าแอบดูโจวเสวียยินตอนไม่ได้สวมเสื้อผ้า…”
“จวิ้นจู่น้อยโปรดระวังวาจา กระหม่อมไม่ได้เห็นอะไรเลยจริง ๆ พ่ะย่ะค่ะ” ชิงอู๋รีบขัดขึ้น พลางกัดฟันกรอด
จิ่วจิ่วเลิกคิ้ว ยิ้มเหมือนปีศาจน้อยตัวหนึ่ง “ข้าไม่ถือหรอก แต่ไม่รู้ว่าคนอื่นจะเชื่อหรือเปล่า?”
พูดจบ นางยังเลียนแบบเสียงหัวเราะเยาะเย้ยของคนชั่วอีกด้วย
เงียบงันไปชั่วครู่หนึ่ง ชิงอู๋จึงยอมจำนน
รถม้าเข้าสู่พระราชวัง แต่จิ่วจิ่วกลับพูดขึ้นมาทันทีว่า “ไม่กลับตำหนักบูรพาแล้ว ไปพระตำหนักหยางซินหาเสด็จปู่”
“จวิ้นจู่น้อยจะเข้าเฝ้าฮ่องเต้ทำสิ่งใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?” ชิงอู๋หวั่นเกรงว่านางจะก่อเรื่องอะไรขึ้นอีก ไท่จื่อยังไม่ทรงหายดี ถ้าเกิดเรื่องขึ้นจริงจะไม่มีผู้ใดมาช่วยนางออกอีก
จิ่วจิ่วพูดอย่างมั่นอกมั่นใจ “เสี่ยวเยวียนจื่อถูกคนรังแก ข้าก็ต้องไปฟ้องพ่อของเขาสิ ถ้าเขาไม่ช่วยเสี่ยวเยวียนจื่อล้างแค้น ข้าจะขอสิทธิเลี้ยงดูเสี่ยวเยวียนจื่อมาเอง ต่อไปเขาก็เป็นของข้าคนเดียว”
ยามนั้นนางกับเสี่ยวเยวียนจื่อจะได้เรียกกันและกันว่าพ่อ
แค่คิดก็สุขใจอยู่เหลือเกิน
นางจะไม่ต้องเสียเปรียบเสี่ยวเยวียนจื่ออีกต่อไป
ภายในพระตำหนักหยางซิน จักรพรรดิจิ้นยวนตี้กำลังทรงพระพิโรธอย่างหนัก
โจวเสวียยินใบหน้าซีดเผือด สภาพโซซัดโซเซ คุกเข่าอยู่บนพื้น ดูราวดอกไม้ขาวน้อยที่สั่นไหวท่ามกลางพายุฝน
