“ประลองงัดข้อมือหรือ?”
ลวี่อวิ๋นผิงและเหล่าอาจารย์ต่างมีสีหน้าตกตะลึง
กฎมิได้ระบุไว้ว่า ต้องใช้วิธีใดในการชิงเวที
อีกทั้งผู้ท้าชิงกับผู้รักษาเวทีต่างเห็นพ้องกันแล้ว
ถึงลวี่อวิ๋นผิงและคนอื่น ๆ จะเป็นกังวล ก็ไม่อาจห้ามปรามโดยพลการได้
ไม่นานนัก โต๊ะตัวหนึ่งก็ถูกยกขึ้นมาตั้งกลางเวที
จิ่วจิ่วกับชายกล้ามโตยืนประจันกันคนละฝั่ง
ชายกล้ามโตหัวเราะลั่น พลางยื่นนิ้วออกมาหนึ่งนิ้ว “น้องสาวตัวน้อย อย่าหาว่าพี่ชายรังแกเด็กเลย หากเจ้าชนะนิ้วเดียวของข้าได้ ก็ถือว่าเจ้าชนะ”
“ฮ่า ๆ ๆ… เจ้าเด็กตัวแค่นั้น คงชนะนิ้วเดียวของเขายังไม่ได้ด้วยซ้ำ”
“น่าขันสิ้นดี ดูสิ เด็กหญิงคนนั้นกำลังจะร้องไห้หรือไม่?”
“ร้องสิ ร้องให้ดังยิ่งกว่านี้ ฮ่า ๆ ๆ…”
……
เสียงเย้ยหยันนับไม่ถ้วนดังเข้าหู ลวี่อวิ๋นผิงมองจิ่วจิ่วด้วยแววตาเป็นห่วง
หรือควรห้ามพวกเขาเสียดี?
ขณะที่ลวี่อวิ๋นผิงกำลังลังเลว่าจะห้ามพวกเขาดีหรือไม่ เงาร่างผอมเพรียวสายหนึ่งก็เดินมาหยุดตรงหน้าเขา
“รองเจ้าสำนัก เชิญดื่มชาเจ้าค่ะ”
ลวี่อวิ๋นผิงละสายตากลับมา เมื่อเห็นหญิงสาวตรงหน้า เขาก็ชะงักไปเล็กน้อย
“เจ้าเป็นบุตรสาวคนเล็กของเจียงหลินหรือ?” ลวี่อวิ๋นผิงจำเจียงเผยจวินได้
เจียงเผยจวินยิ้มบาง ๆ “ศิษย์เจียงเผยจวิน คารวะรองเจ้าสำนักเจ้าค่ะ”
ลวี่อวิ๋นผิงพยักหน้า สายตากลับไปจับจ้องจิ่วจิ่วบนเวทีอีกครั้ง
“รองเจ้าสำนักลองเชื่อมั่นในจวิ้นจู่หย่งอานดูเถิด นางเก่งกาจนักในการมอบเรื่องน่าประหลาดใจให้ผู้คน” จู่ ๆ เจียงเผยจวินก็เอ่ยขึ้น
ได้ยินเช่นนั้น ลวี่อวิ๋นผิงจึงหันมามองเจียงเผยจวิน “เจ้าเชื่อมั่นในตัวนางมากหรือ?”
