จิ่วจิ่วชะงักงัน
ข้อได้เปรียบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของนางหรือ?
“มีตั้งมากมาย ท่านหมายถึงข้อไหนหรือ? เฮ้อ คนอย่างข้าที่ทั้งฉลาดและงดงาม แถมยังเปี่ยมด้วยปัญญา ข้อดีมีมากมายเหลือเกินจริง ๆ”
จิ่วจิ่วกล่าวชมตนเองอย่างเต็มภาคภูมิ
เมื่อชมตนเองจบ นางยังถอนหายใจเอ่ยว่า “ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้ข้ามีข้อดีมากมายเล่า ชั่วประเดี๋ยวก็พูดไม่หมดหรอก”
“จวิ้นจู่กล่าวได้ถูกต้อง” เฉินอวิ๋นฝานยกมุมปาก น้ำเสียงเจือแววขบขัน
หลังแสดงความเห็นพ้อง เขาจึงกล่าวต่อว่า “แม้ข้อดีของจวิ้นจู่จะมีมากมาย แต่ข้อได้เปรียบที่อวิ๋นฝานกล่าวถึง อาจแตกต่างจากที่จวิ้นจู่คิดอยู่บ้าง”
ได้ยินเช่นนั้น จิ่วจิ่วก็เอ่ยอย่างสงสัย “หืม? ลองว่ามาให้ละเอียดสิ”
เฉินอวิ๋นฝานมองจิ่วจิ่ว พลางกล่าวทีละคำว่า “ข้อได้เปรียบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจวิ้นจู่ก็คือยังเยาว์วัย อายุเท่าจวิ้นจู่ย่อมเอาแต่ใจได้ ทำอะไรตามอำเภอใจได้ ทั้งยังไม่ต้องเกรงกลัวผู้ใด”
จิ่วจิ่วกะพริบตา ก่อนดวงตาจะพลันเป็นประกาย
“ข้าเข้าใจแล้ว”
จิ่วจิ่วจ้องเฉินอวิ๋นฝานด้วยดวงตาเป็นประกาย “ข้ายังเด็ก เวลาทำเรื่องต่าง ๆ ย่อมไม่ต้องคิดรอบคอบเหมือนผู้ใหญ่ ข้าสงสัยว่าลั่วหมิงจูมีเจตนาร้าย เช่นนั้นก็ไปสืบเรื่องนาง ไม่จำเป็นต้องเล่นกลลอบสืบอะไรนั่น ข้าบุกตรง ๆ ทำให้นางตั้งตัวไม่ติดจนมือไม้พันกันก็สิ้นเรื่อง”
“ฮ่า ๆ ๆ... หนุ่มน้อยเซียน เจ้าเป็นดาวนำโชคของข้าจริง ๆ ข้ารู้แล้วว่าควรทำอย่างไร”
ยิ่งจิ่วจิ่วพูดก็ยิ่งตื่นเต้น ดวงตากลมโตชุ่มฉ่ำของนางเปล่งประกายระยิบระยับ
เฉินอวิ๋นฝานมองนางด้วยแววตาราวกับกำลังเอ่ยว่าเด็กคนนี้สอนได้
แต่ก็ยังไม่ลืมเตือนนาง “จวิ้นจู่จงจำไว้ ทำสิ่งใดควรหยุดแต่พอเหมาะ สุภาพชนไม่ยืนอยู่ใต้กำแพงที่ใกล้พัง อย่าพาตนเองเข้าไปอยู่ในอันตรายเป็นอันขาด”
