“ผู้ใดกล่าวว่าภาพวาดนี้มีเนื้อหาเพียงครึ่งเดียว?”
จิ่วจิ่วเอียงศีรษะ ถามเซี่ยเหวินจี้ด้วยสีหน้าใคร่รู้
เซี่ยเหวินจี้หรี่ตาลงเล็กน้อย “องค์หญิงตรัสเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ?”
“ก็หมายตามตัวอักษรนั่นแหละ” จิ่วจิ่วหาวหวอด “พูดมากเกินไปจนคอแห้งแล้ว”
เซี่ยเหวินจี้รีบตะโกนว่า “ใครก็ได้ รีบยกชามา!”
ไม่นาน ชาหลงจิ่งก่อนฤดูฝนชั้นดีถ้วยหนึ่งก็ถูกยกมาวางตรงหน้าจิ่วจิ่ว
จิ่วจิ่วค่อย ๆ จิบชาอย่างไม่เร่งร้อน
นางทำราวกับเซี่ยเหวินจี้ที่ร้อนใจจนเดินวนกระทืบเท้าอยู่ข้าง ๆ เป็นอากาศธาตุ
เซี่ยเหวินจี้ร้อนใจยิ่งนัก ทว่าก็ไม่กล้าเร่งรัด
เกรงว่าหากจิ่วจิ่วไม่พอใจขึ้นมา นางจะไม่กล่าวสิ่งใดอีก
ยามนี้เซี่ยเหวินจี้ลืมไปเสียสนิทว่าจิ่วจิ่วเป็นเพียงนักโทษของเขา
ผ่านไปครู่ใหญ่ ในที่สุดจิ่วจิ่วก็วางถ้วยชาลง
เซี่ยเหวินจี้จึงรีบกล่าวว่า “คำที่องค์หญิงตรัสเมื่อครู่ ข้าน้อยยังไม่เข้าใจนัก ขอองค์หญิงโปรดชี้แจงด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
จิ่วจิ่วกล่าวอย่างไม่ใส่ใจว่า “อ้อ เจ้าหมายถึงภาพวาดนั่นหรือ? ภาพวาดนั้นวาดเสร็จแล้ว เพียงแต่สีที่ใช้วาดครึ่งหลังนั้นแปลกอยู่บ้าง”
“สีแปลกหรือพ่ะย่ะค่ะ?” แววตาของเซี่ยเหวินจี้พลันสว่างวาบ ราวกับนึกบางอย่างขึ้นได้
จากนั้นเขาก็ส่ายหน้า “องค์หญิงหมายถึงสีล่องหนในตำนานหรือพ่ะย่ะค่ะ? แต่ข้าน้อยลองทุกวิธีแล้ว ทั้งแช่น้ำ ทั้งใช้ไฟย่าง ก็ไม่เห็นเกิดผลอันใด”
จิ่วจิ่วยกคิ้ว มองเซี่ยเหวินจี้ด้วยแววตาคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม
“แช่น้ำ ใช้ไฟย่างหรือ?”
“เจ้ากล้าทิ้งภาพล้ำค่าเช่นนี้ลงน้ำ ไม่กลัวหรือว่าหากคาดเดาผิด ภาพวาดจะเสียหาย?”
