วันหนึ่ง ณ สำนักศึกษา
ฝูเป่าพลันมาหาจิ่วจิ่ว แววตาเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว ก่อนเอ่ยถามนางว่า “เจ้าทำอะไรกันแน่?”
จิ่วจิ่วแบมือทั้งสองข้าง ยิ้มอย่างไร้พิษภัย “เจ้าพูดเรื่องอะไร ข้าฟังไม่เข้าใจ”
“ที่นี่มีเพียงเจ้ากับข้าสองคน เลิกเสแสร้งได้แล้ว คนที่แย่งพระพุทธรูปไปจากสถานสงเคราะห์วันนั้น เป็นเจ้าสั่งการ” นางไม่ได้ถาม หากกล่าวอย่างมั่นใจ
หลายวันมานี้ ฝูเป่าใช้ชีวิตอย่างยากลำบากยิ่ง
หลังจากพระพุทธรูปในสถานสงเคราะห์หายไปวันนั้น ฝูเป่าก็พบแต่เรื่องไม่ราบรื่นไปเสียทุกอย่าง
แรกเริ่มนางไม่ได้คิดถึงพระพุทธรูปที่หายไป
กระทั่งเกิดเรื่องกับนางติด ๆ กัน เมื่อวานยามกินข้าวยังเกือบสำลักจนสิ้นใจ
มารดาของนางกล่าวว่า “ลูกแม่ไปล่วงเกินสิ่งอัปมงคลอะไรเข้าหรือไม่? พรุ่งนี้พวกเราไปหาท่านอาจารย์ให้ตรวจดูเถิด!”
ล่วงเกินสิ่งอัปมงคลหรือ?
ประกายหนึ่งพลันแล่นวาบขึ้นในความคิดของฝูเป่า
นางนึกถึงพระพุทธรูปองค์นั้นที่หายไปขึ้นมาทันที
เมื่อลองไตร่ตรองดูแล้ว เคราะห์ร้ายของนางดูเหมือนจะเริ่มขึ้นหลังจากพระพุทธรูปองค์นั้นหายไป
หากกล่าวว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเซียวจิ่วจิ่ว นางไม่มีทางเชื่อเด็ดขาด
“เจ้ามีหลักฐานหรือว่าข้าเป็นคนสั่ง?”
กล่าวจบ มุมปากของจิ่วจิ่วยกขึ้น เผยรอยยิ้มชั่วร้าย
นางกล่าวกับฝูเป่าว่า “ยินดีด้วย เจ้าทายถูกแล้ว แต่แล้วอย่างไรเล่า?”
รอยยิ้มของจิ่วจิ่วเจือแววท้าทายและดูแคลนอย่างไม่ปิดบัง
เห็นแล้วเพลิงโทสะในใจฝูเป่าก็ยิ่งลุกโชน
“เจ้า...” ฝูเป่าโกรธจนเสียงสั่น
นางสูดหายใจลึก ข่มความโกรธในใจไว้ ก่อนกัดฟันเอ่ยกับจิ่วจิ่วทีละคำ “ข้ากับจวิ้นจู่ไม่มีความแค้นต่อกัน เหตุใดท่านจึงคอยเล่นงานข้าไปเสียทุกเรื่อง?”
